ถอดรหัส…ภัยพิบัติจากญี่ปุ่นถึงประเทศไทย

Apr 2, 2011

ถอดรหัส…ภัยพิบัติจากญี่ปุ่นถึงประเทศไทย

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่านี่ไม่ใช่บทความที่จะมาถอดรหัสวันสิ้นโลกหรืออะไร ทั้งสิ้นนะคะ เพราะบีมมองว่าการเขียนในลักษณะนั้นมันทำให้หดหู่ใจไปหน่อย…(แม้แต่ตัวคน เขียนเองก็เถิด) ตอนนี้บีมคิดว่า ถ้ามันจะสิ้นก็สิ้นไป คงจะทำอะไรไม่ได้ถ้าวัฏจักรมันเป็นแบบนั้น มีแต่เราที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจไปในทางที่ถูกก็เท่านั้นเองนะคะ…ก็ พยายามปรับความคิดให้เป็นสัมมาทิฐิอยู่ค่ะและก็เลยไปถึงการพิจารณาหลักธรรม เกี่ยวกับ “มรณสติ” เข้าไว้…ไม่งั้นถ้าปล่อยตัวเองจิตตก บีมว่านอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหา เรายังจะไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ทำให้คนรอบข้างเฉาตายไปโดยไม่รู้ตัวอีกต่างหาก…แต่ไม่ใช่ว่าบีมปิดหูปิดตา มองโลกแต่ในแง่ดีนะคะ ไม่ใช่เลย เรามองตามจริง และต้องขอบคุณคุณบอย เพื่อนจาก Facebook ที่ให้คติธรรมมาข้อนึงว่า “ทุกข์มีให้เห็น สุขมีให้เป็น” บีมก็ระลึกถึงข้อนี้ไว้เสมอ ๆ ค่ะเวลาที่จิตตก

อีกอ ย่าง…ก็คิดได้ด้วยตัวเองว่า ถึงจะอมทุกข์ วิตกกังวลไป…ดวงอาทิตย์ก็ใช่ว่าจะโผล่มาให้เราเห็น เป็นอะไรที่อยู่เหนือการควบคุมมาก ๆ ขนาดตัวเราเอง เวลาทุกข์ ๆ ยังบังคับตัวเองให้ยิ้มยากเลย เอาอะไรกับการให้ดวงอาทิตย์โผล่จากก้อนเมฆมายิ้มให้เราล่ะ
แต่ ว่าตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น แผ่นดินไหวที่เชียงรายและภาคเหนือต่อเนื่องกันหลายวันอยู่ และน้ำท่วมที่ภาคใต้ ในความมืดทางปัญญาของบีม…และความพยายามหาคำตอบ รวมไปถึงคำพูดฉุดกระชากวิญญาณแห่งความทุกข์ให้ตื่นขึ้นจากคุณแม่และสามี และรอยยิ้มของลูกน้อย ก็พบว่า ถ้าเรามีจิตนิ่งและเริ่มไม่เกรงกลัวต่อความตาย ไม่ค่อยจะวิตกกังวลแล้ว (ซึ่งมันต้องผ่านกระบวนการทำความเข้าใจชีวิตสักนิดนึงค่ะ…ไม่ใช่การไปกด ความรู้สึกนะคะ แต่ต้องเกิดจากความเข้าใจจริง ๆ แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่เรื่องยากค่ะ) สิ่งนี้จะทำให้จิตของเราเป็นสุขมากขึ้น แม้จะมีความทุกข์และความตายที่เราอาจพบพานได้ทุกเมื่อ (ถ้าญี่ปุ่นไหวทุกวัน เชียงรายก็อาจไหวได้อีกค่ะ เพราะเปลือกโลกมันขยับตาม ๆ กันไป)
เอา ล่ะค่ะ…บีมขอเข้าประเด็นดีกว่านะคะว่าสิ่งที่ธรรมชาติให้ปัญหาต่าง ๆ ประเดประดังเข้ามานี้…มีจุดมุ่งหมายอันใด…บีมไม่ใช่ผู้วิเศษที่รับอะไร จากเบื้องบนแล้วมาบอกทุกคนอีกทีนะคะ…บีมเป็นแค่คนธรรมดา ๆ แต่สนใจปรัชญาแบบองค์รวม และตั้งแต่รักษาสิวด้วยตัวเองตามแนวนี้มา ทำให้บีมเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ จนแยกไม่ออกระหว่างตัวเรากับสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ค่ะ และเชื่อว่าทุก ๆคนที่ได้รักษาสิวด้วยตัวเองตามแนวนี้จนสำเร็จก็จะเข้าใจในสิ่งเดียวกันนี้ ค่ะ…เป็นสิ่งที่เราอธิบายได้ แต่คนจะเข้าใจหรือไม่ เราบังคับไม่ได้ค่ะ…มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ผู้รู้จะรู้ด้วยตัวเอง” เท่านั้น
ข้อแรก ต่อให้มนุษย์เจริญสู่จุดสูงสุดทางเทคโนโลยีแค่ไหน ก็ไม่สามารถอยู่เหนือกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติได้

เห็น ชัดเจนว่าญี่ปุ่นนั้น มีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีมาก แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถต้านทานภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ แล้วประเทศที่ฝรั่งเค้าตั้งชื่อให้ว่า “กำลังพัฒนา” น้อย ๆ อย่างประเทศไทยนี้ จะแสวงหาความเจริญทางเทคโนโลยีไปเพื่ออะไรกัน ในเมื่อเราก็เห็นตัวอย่างแล้วว่า ต่อให้มีมากเพียงใด สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากเลย ยกเว้นแต่ว่าจะช่วยแก้ปัญหาหรือฟื้นฟูสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นเร็วกว่าประเทศที่เทคโนโลยีด้อยกว่า
เทคโนโลยีไม่สามารถทำให้คนตายฟื้นคืนมาได้
เทคโนโลยีไม่สามารถทำให้อากาศ น้ำ และดินปลอดจากกัมมันตภาพรังสีได้
เทคโนโลยีแม้จะล้ำแค่ไหน…ก็ไม่อาจทำให้คนญี่ปุ่นที่ยังคงอาศัยอยู่ที่นั่นปลอดจากความวิตก ความกังวลและความกลัวที่เกิดขึ้นได้…
แต่สิ่งที่ทำให้คนญี่ปุ่นไม่เกิดเหตุการณ์น่าสลดไปมากขึ้น น่าจะเป็นสปิริตของคนญี่ปุ่นที่ไม่เบียดเบียนกัน แต่กลับช่วยเหลือกัน แชร์กันในยามวิกฤติ มีเพียงน้ำใจและความเมตตาเท่านั้นที่จะหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณที่ปรักหักพังของคนที่มีชีวิตรอดให้อยู่ต่อไปได้อย่างดี…
ข้อที่สอง เมื่อ โลกถูกทำให้เสียสมดุลเพราะถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ โลกไม่ได้เอาคืนเรา … สิ่งที่โลกเป็นอยู่ขณะนี้เหมือนเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่พยายามรักษาชีวิต ของตัวเองไว้ให้กลับคืนมา โลกเพียงแต่ต้องการความรักจากเราเพื่อที่เขาจะได้เยียวยาตัวเองได้สำเร็จ
บี มไม่คิดว่าโลกนี้กำลังเล่นบทโหดร้ายกับเราที่อาจทำให้เราต้องสูญเสียอะไรใน ชีวิต แม้กระทั่งสูญเสียชีวิตของเราเองไป ก่อนจะกลัวโลกในบทนักเลง…ขอให้เราได้ย้อนกลับมาคิดสักนิดเถิดว่าที่ผ่านมา โลกให้โอกาสเรามามากแล้วเพียงใด และส่งสัญญาณว่าเขากำลังป่วยระยะไหน แต่เราไม่เคยสนใจเลย…
เรากินข้าวกันวันละกี่มื้อ
เราเปิดไฟดวงที่เราไม่จำเป็นต้องใช้วันละกี่ดวงและกี่ชั่วโมง
เราถมที่ออกไปที่แม่น้ำหรือทะเลเพื่อที่จะทำอะไรบางอย่างจนทำให้น้ำตื้นเขินและปลาอาศัยอยู่ไม่ได้
เรา ตัดไม้ไปแล้วกี่ต้น (บางทีเราไม่ได้ตัดเองหรอกค่ะ แต่มีคนจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ เอาไปทำที่อยู่ส่วนตัวบ้างเอาไปหาความสุขสบายส่วนตัวบ้าง แต่คนรับกรรมส่วนใหญ่ก็ชาวบ้านธรรมดา ๆ อย่างเรานี่แหละ)
เราใช้กระดาษเปลืองแค่ไหนกับการเขียนจดหมายแค่หนึ่งฉบับ
ตั้งแต่มีลูกมา บีมเข้าใจเลยว่า ณ วินาทีที่เราเกิดมา เราได้บริโภคทรัพยากรไปแล้วมากมาย
  • น้ำมันรถพาเค้าไปคลอด
  • ไฟที่ต้องใช้ในห้องเตรียมคลอดและห้องคลอด
  • ไฟในห้องพัก
  • น้ำอุ่น น้ำร้อนที่เค้าต้องใช้สำหรับทารก
  • น้ำล้างขวดนม
  • นมผง นมชง
  • ฯลฯ
ไม่ใช่แค่สิ่งของเท่านั้นนะคะ…แต่ยังหมายถึง คนอีกหลายคนที่มาช่วยดูแลบีมตั้งแต่ตอนท้องจนถึงคลอด…
ใช่ค่ะ…เราเป็นหนี้บุญคุณสิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่เราไม่เคยสำนึกบุญคุณของสิ่งเหล่านั้นเลย…
เราคิดว่า เราคือศูนย์กลางของทุกสิ่ง…เราต้องสะดวกสบายไว้ก่อน
แต่ พอมาเห็นถนนแยก…เห็นว่าศพที่โดนกัมมันตภาพรังสีนั้นจะเผาก็ไม่ได้ เพราะจะฟุ้งไปในอากาศ จะฝังดินก็ไม่ได้ เพราะจะเป็นพิษซึมในดิน…พอเราเห็นแบบนี้ ก็เกิดความคิดต่อเนื่องว่า…
ถ้า มันปนเปื้อนดิน น้ำ อากาศแบบนี้…แล้วผักที่เราปลูก ปลาที่เราเลี้ยง หรืออาหารอื่น ๆ ของเราจะเป็นอย่างไร…เราไม่ต้องอดตายเหรอ…
หรือการที่ถนนแยก ถ้ามันดันมาแยกวันที่บีมต้องไปคลอด แล้วมันจะไปถึงมั้ยล่ะนั่น…คงจะอันตรายน่าดู…
จริง ๆ แล้วถ้าคนไม่ไปรบกวนธรรมชาติและปล่อยให้เค้าอยู่แบบนั้น เราคงจะไม่ได้ไปเร่งให้เค้าต้องรีบรักษาสมดุลและรักษาตัวเองเร็วกว่าเวลาที่ กำหนดขนาดนี้
ถ้าถามบีม…บีมเชื่อว่า วันหนึ่ง โลกก็มีวันต้องมีอันเป็นไป…มันเป็นกฎธรรมชาติ แต่ว่านี่คงจะเสื่อมเร็วกว่ากำหนดเพราะสิ่งที่มนุษย์เรากระทำนี่เอง
แผ่น ดินไหว…สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่มนุษย์เราไปรบกวนได้ด้วย เช่น ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ การใช้เทคโนโลยีสั่นสะเทือนให้เกิดแผ่นดินไหว การสูบน้ำใต้ดินจนดินทรุด (ลองหาอ่านเพิ่มนะคะ สาเหตุของแผ่นดินไหวมีนอกเหนือจากธรรมชาติทำเช่นกันค่ะ) หรือแม้กระทั่งการขุดเจาะน้ำมัน
เพื่ออะไร…เพื่อตอบสนอง “การพัฒนาทางเศรษฐกิจ” ที่มีมาตรวัดกันด้วย GDP GNP และอะไรอีกไม่รู้ตั้งมากมาย
มันทำให้บีมย้อนนึกไปถึงประเทศหนึ่งคือ ภูฏาน…
นึก ไปว่า…เค้าจะเจออะไรแบบที่เราเจอมั้ยในเมื่อดูเหมือนเค้าจะใช้ชีวิตได้สอด คล้องกับธรรมชาติและรักษารากวัฒนธรรมเดิม…และคำที่บีมประทับใจมากก็คือ “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” ซึ่งบีมคิดว่าถ้าวัดแล้ว อเมริกาน่าจะเป็นประเทศที่ได้ค่าตรงนี้น้อยแน่นอนเลย…
สิ่งที่เราจะสามารถทำได้ภายใต้วิกฤติและการปรับสมดุลโลก

เราคงไม่สามารถที่จะเปลี่ยนโลกได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเอง
และถ้าโลกถึงคราวต้องไป เราคงไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้ นอกจากปรับใจเราเอง
แต่บีมก็ยังเชื่อว่า…พลังความรักสามารถเอาชนะได้ทุกสิ่ง…
พลังแห่งการสำนึกในบุญคุณของธรรมชาติน่าจะช่วยต่อลมหายใจเราไปได้ไม่มากก็น้อย…
อย่างน้อยจะได้มีเวลาอีกหน่อยในการทำใจและร่ำลากันในสภาวะแวดล้อมที่สงบและสันติ
ไม่ร้อนทุรนทุรายเหมือนอย่างสงครามที่ทำกันอยู่ทั้งในและนอกประเทศแบบนี้
แต่ เอาล่ะค่ะ เราจะละวางเรื่องที่เราแก้ไม่ได้ออกไป เช่น สหรัฐฯโจมตีลิเบีย หรือจะมีใครแอบสร้างแผ่นดินไหวถล่มญี่ปุ่น หรือแม้แต่การเมืองไทย มันคงจะไปทำอะไรไม่ได้อยู่ดี…ก็ช่างมันไป แม้มันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตเราก็เถอะค่ะ ทุกข์ไปก็คงจะทำอะไรไม่ได้….เรามาทำใจตัวเองให้เย็นและนิ่งกันก่อนดีกว่า …
บีมไม่ได้บังคับให้ทุกคนทำนะคะ แต่ขอเชิญชวนแทนค่ะว่าเรามาช่วยกันเถอะ เพราะอย่างน้อยจะได้มีเวลาต่อลมหายใจกันไปอีกหน่อยหรืออย่างน้อยเราจะได้ อยู่บนโลกนี้ต่อไปแบบไม่ทุกข์ทรมานกันมากนัก
  1. ฝึก นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราและธรรมชาติ ถ้าไม่มีเค้า ถ้าไม่มีผืนดินแล้วเราจะเอาข้าวที่ไหนกิน เอาแผ่นดินที่ไหนเหยียบไปทำงาน ฝึกบ่อย ๆ เวลาดื่มชาก็นึกไปถึงคนชงชาให้เรา คนขับรถขนส่งชา คนปลูกชา และผืนแผ่นดิน อากาศ น้ำที่ใช้ในการปลูกชา
  2. ฝึกบ่อย ๆ เราจะสำนึกบุญคุณของสิ่งต่าง ๆ ไปได้เองและจะเริ่มรักอย่างจริงใจต่อสรรพสิ่งมากขึ้น และจะบริโภคน้อยลงเอง…ตัวตนของเราจะลดลง ธรรมชาติจะยิ่งใหญ่กว่าเรามากและหล่อเลี้ยงชีวิตของเราให้เติบโต…
  3. พลังความรักนี้จะสามารถช่วยเยียวยาโลกได้…
  4. ฝึก กินอยู่แบบเรียบง่าย ใช้น้อย อยู่แบบพอเพียง คือ มีให้พอกับความเป็นอยู่ ไม่มากไป ไม่น้อยไป ซึ่งเราจะรู้เองว่าแบบไหนที่พอดีกับเรา ถ้ามากไปก็บริจาคให้คนที่เค้าต้องการไปเสียเถิดค่ะ เราไม่ได้ใช้ จะเก็บไว้ทำไม ตายไปก็เอาไปไม่ได้
  5. หันมาบริโภคของที่ทำเองในประเทศ ถ้ามันไม่มี ก็ให้ติแบบสร้างสรรค์แล้วช่วยกันพัฒนาให้มัน “พอเพียง” สำหรับความเป็นอยู่ในประเทศของเรา ศึกษาแนวคิดและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ท่านมองการณ์ไกลกว่าเรามาก ท่านเป็นปราชญ์แท้จริง ท่านมองแล้วว่า ในสภาวะตลาดเสรีที่ผันผวนและพึ่งพิงกันมากไปนั้น เวลาที่ล่ม…ประเทศไทยเรานี้แหละที่คนจะหมดอิสรภาพจริง ๆ เพราะจะไม่มีกิน ทำกินเองไม่ได้ คราวนี้ คนรวยจะรวยไม่รู้เรื่อง คนชั้นกลางไม่มี และจะมีคนจนไปเลยแบบที่พึ่งตัวเองไม่ได้ไปเลย แต่โชคดีที่ตอนนี้หลายหมู่บ้านก็ได้ทดลองทำจนเห็นผลแล้วว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” นั้นคือ ความอยู่รอดของคนไทยเราจริง ๆ
  6. ช่วยกัน รักษาผืนป่า ผืนน้ำอย่างดีที่สุด…เพราะ ณ เวลาที่เราไม่เหลือบ้านแล้ว…บ้านแท้จริงของเราก็คือ ผืนดิน ผืนน้ำที่เราเหยียบและอาศัยอยู่นี่ล่ะค่ะ รวมไปถึงอากาศที่เราหายใจด้วย ถ้าหากน้ำและดินเป็นพิษแล้ว…เราคงหาอะไรกินไม่ได้แล้วล่ะ คราวนี้เราจะรู้ว่าอะไรคือความสุขแท้จริง อะไรคือภาพลวงตาของบริโภคนิยม…และในวันที่อาจใช้ไฟฟ้าไม่ได้เหมือนอย่าง ภาคใต้ของเราตอนนี้…ต่อให้รวยแค่ไหน มีเครื่องปรับอากาศหรือฟอกอากาศ ก็ไม่อาจใช้งานได้ ก็ต้องหายใจรับอากาศที่บ้านจริง ๆ ของเรานั่นเอง..
  7. รวม พลังของคนในชุมชนให้มากขึ้น ถ้าไม่เคยทักทายพูดคุยกัน จงเริ่มยิ้มให้กันและช่วยเหลือแบ่งปันกัน…ในยามที่เกิดวิกฤติจะได้ช่วย เหลือแบ่งปันกันได้ ไม่เคอะเขิน ไม่ต้องรอภาครัฐ ไม่ต้องรอหน่วยงานที่มักจะมาช้าเกินกว่าที่เราต้องการเสมอ…ช่วยกันเองค่ะ จะได้ลดอำนาจของภาคการเมืองลง และเสริมพลังของภาคประชาชนจริง ๆ ก็เหมือนผู้ชายและผู้หญิงในบ้านค่ะ ถ้าหากผู้หญิงไม่คิดช่วยตัวเอง ไม่ทำงานของตัวเอง พลังต่อรองหรืออำนาจในการตัดสินใจแทบไม่มี …ถ้าเราอยากมีพลังเปลี่ยนแปลงการเมืองจริง ๆ แค่เริ่มจากชุมชนค่ะ ให้พึ่งตัวเองได้จริง ๆ ไม่ต้องรอใคร…
  8. ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร 4 เข้าไว้ มีเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขาในยามวิกฤติค่ะ…เมตตาธรรมค้ำจุนโลกจริง ๆ แบ่งปันกันให้มาก มีมากช่วยมาก มีน้อยช่วยน้อย ไม่มี ให้ใช้แรงช่วยค่ะ…
  9. ทำความดีทุกโอกาสที่ทำได้…เพราะจะได้ไม่เสียใจเมื่อเราต้องจากไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม…
อีก อย่างที่อยากฝากไว้นะคะ ในฐานะคนเชียงรายที่อาศัยอยู่ในอำเภอเล็ก ๆ แต่ตอนนี้คิดว่าไม่เล็กแล้ว…เพราะความเจริญเริ่มเข้ามา ไม่รู้ธุรกิจหนีน้ำจากภาคกลางขึ้นมารึเปล่า และเชียงใหม่คงจะเต็มที่แล้ว…เอาไปวางไม่ได้ เลยเอามาไว้ที่เชียงรายแทน…
อำเภอพานใน ตอนนี้มีสิ่งที่เค้าเรียกว่า “ความเจริญ” เข้ามามากขึ้น มีธนาคารเกือบครบหมดทุกธนาคาร มี KFC มี 7-11 มีคนมาสร้างบ้านหลังใหญ่ ๆ โต ๆ แบบหรู ๆ เหมือนบ้านพักตากอากาศมากขึ้นมาก และตอนนี้ก็จะมี CP Fresh Mart มั้งคะ กะลังทำเลย เห็นมาสร้างหลายอย่างเหลือเกิน ไม่รู้อะไรบ้าง…
ไหนจะ Central เชียงรายที่พึ่งเปิดไปอีก
บีมอุตส่าห์หนีกรุงเทพและเชียงใหม่ เลือกอยู่บ้านแบบนี้…
แต่ในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี สิ่งที่เค้าเรียกว่าความเจริญเริ่มเข้ามา…
แต่บีมมองว่า…เค้าจะมาสร้างปัญหามากกว่า
บี มไม่เถียงนะว่า…การที่มีของแบบนี้เข้ามามันสามารถตอบสนองความต้องการบี มได้หลายอย่างนะ แต่บีมอยู่มาสักพัก ก็คิดว่ามันไม่จำเป็นถ้าบีมไม่ได้บริโภคอะไรมากมาย ข้าวกินวันละไม่ถึง 3 มื้อ กินแต่ละมื้อกินเนื้อน้อยมาก ผักหาแถวนี้มาต้มให้บีมกินกับไข่ก็พอแล้วน่ะค่ะ…
บี มเลยอยากถามว่า…ของแบบนี้ เอามาให้ใครกันแน่ หรือตอบสนองความต้องการของใครกันแน่…ถามพวกเราหรือยังว่าต้องการสิ่งเหล่า นี้หรือไม่…
บีมไม่ใช่คนทวนกระแสนะคะ แต่อยากตั้งคำถาม…
หลายคนมองว่ามันเป็นความเจริญ…แต่บีมว่ามันจะมาสร้างความเสื่่อมให้วิถีชุมชนที่นี่มากกว่า…
เป็นจักรวรรดิที่เรียกว่า “ความเจริญ” โดยแท้…
คนจะเริ่มเข้าทำงานในห้างมากกว่าทำนา ทำไร่…
จิตใจของคนจะเริ่มเปลี่ยนไป โครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจจะเริ่มเปลี่ยนไป…
ถ้าชุมชนไม่แข็งแกร่งพอ…เสื่อมแน่นอน…
แต่ บีมจะทำในสิ่งที่บีมพอทำได้…ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร…แต่คิดว่าคงต้องทำ อะไรบางอย่างเพื่อให้คนในชุมชนได้ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง ไป…
นอกเหนือกำลังของบีมแล้ว…ก็คงต้องปล่อย ให้มันเป็นไปค่ะ…จนกว่าคนที่เค้ามีสรรพกำลังมากกว่าจะมองเห็นคุณค่าของ วิถีชีวิตแบบเดิมและเข้ามาจัดการได้มากกว่าบีม…
🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s