วิธีเริ่มต้นรักษาสิวจากภายในด้วยตัวเอง

May 7, 2011

วิธีเริ่มต้นรักษาสิวจากภายในด้วยตัวเอง

นี่เป็นบทความพื้นฐานที่ทุกคนที่ต้องการเริ่มต้นรักษาตัวเองตามแนวทางที่บี มได้ทำมาต้องอ่านก่อนเป็นบทความแรกค่ะ และแนะนำให้ทดลองปฏิบัติตามนี้ดูก่อนนะคะ

เป็นบทความที่บีมเคยเขียนลงที่ www.acnethai.com ค่ะ และบีมก็จะแนะนำให้กับลูกค้าหรือผู้สนใจทุกคนให้ศึกษาและปฏิบัติตามบทความนี้ก่อนค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีค่ะ

สิว มีบ่อเกิดที่ระบบภายในร่างกายที่เสื่อมโทรม มักจะใช้ระยะเวลาหนึ่งในการสะสมพิษและของเสียและกว่าที่เราจะรู้ว่าเรามีของ เสียมากไปจนเกินที่ร่างกายจะรับไหว มันก็ขึ้นมาเป็นสิวเสียแล้วค่ะ บีมจะพาเพื่อน ๆ มาเข้าใจแนวการรักษาจากภายในและวิธีปฐมพยาบาลจากภายในเบื้องต้น ลองเอาไปปฏิบัติกันดูนะคะ อ่านแล้วทำเองได้เลย

สัปดาห์ที่แล้วบีมได้ เขียนเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลสิวจากภายนอกไปแล้วนะคะ เมื่อเพื่อน ๆ ได้ทดลองปฏิบัติผ่านไปแล้ว 1 สัปดาห์ บางคนสิวอาจจะหายไปเยอะเลย บางคนก็ยังมีอยู่แต่รู้สึกว่าผิวดีขึ้นกว่าเดิม บางคนรู้สึกว่าก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม ผลลัพธ์จะมีหลายอย่างค่ะ ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับว่าสภาพผิวและระบบภายในของเราก่อนหน้านี้จะเป็นอย่าง ไร

เมือเราเริ่มคัดกรองได้แล้วว่าเราเป็นสิวจากภายนอกหรือภายในกัน แน่ โดยสิวที่ยังหลงเหลืออยู่ ณ ตอนนี้ (เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์) มักจะเป็นสิวที่บีมเรียกว่า “สิวเรื้อรัง” เป็นสิวที่เกิดจากสาเหตุดังนี้

สภาพผิวเสียเรื้อรัง การกดสิว การขัดนวดที่ผิดวิธี การใช้สารเคมีลอกผิวหรือรบกวนผิวจนรูขุมขนบิดเบี้ยว เสียสภาพ โพรงขนหันผิดทิศทาง อุดตัน เสียหาย ไม่เรียบ เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการดูแลผิวที่ไม่ถูกวิธีทั้งเรื่องของการทิศทางการใช้นิ้ว วิธีการทำความสะอาดและรวมไปถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงหรือมีส่วนผสมที่ ระคายเคืองผิว หรือมีส่วนผสมที่ตกค้างบนผิวหน้าได้ระยะยาว เช่น สเตียรอยด์ ปรอท
ระบบภายในเสื่อมลง ไม่ว่าจะเป็นระบบภูมิคุ้มกัน ระบบกำจัดของเสียและพิษของร่างกาย ระบบทางเดินอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์ ระบบเลือดลมไม่หมุนเวียน เป็นต้น

ในข้อแรก จำเป็นต้องอาศัยเวลาในการให้ผิวได้ซ่อมแซมตัวเองและผลักผิวเก่าออกไป

มีลูกค้าและเพื่อนๆ หลายคนถามว่า “นานมั้ยกว่าที่รอยแผลเป็น หรือสิวที่มีอยู่จะหาย”

ซึ่ง ถ้าบีมดูจากข้อมูลเบื้องต้นของเขา แล้วมองเห็นว่าระบบภายในค่อนข้างชำรุดทรุดโทรมมากจากการที่เจ้าของไม่เคย ดูแลรักษาให้ดีเลย วิถีชีวิตและการบริโภคของเขานั้นได้ทำมานานแล้ว และล้วนเป็นพฤติกรรมหรือแบบแผนที่นำไปสู่สิว บีมก็จะบอกว่า “นานกว่าคนที่เขาแข็งแรงและชำรุดน้อยกว่า” เพราะบีมสังเกตว่า หลายคนที่อายุน้อยกว่าจะรักษาสิวและรอยแผลเป็นได้เร็วกว่าและไม่ต้องใช้ ผลิตภัณฑ์มากมายเหมือนกับผู้ที่อายุมากกว่าและมีปัญหาสุขภาพหรือระบบภายใน ซับซ้อนและมากมายค่ะ

ตามข้อเท็จจริงที่เคยเก็บมาคือ

คนอายุต่ำกว่า 20 ปี ถ้าดูแลผิวได้ถูกต้องและดูแลระบบภายในอย่างมีวินัย สิวจะหายได้ใน 1-2 สัปดาห์

คนอายุประมาณ 21-24 ปี อยู่ราว ๆ 4 สัปดาห์ โดยผู้หญิงจะหายยากกว่าเพราะเมื่อเข้ามหาลัยจะเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์มากขึ้น และมีการรบกวนผิวหน้ามากกว่าและเป็นช่วงวัยที่เริ่มสะสมพิษ แต่ยังไม่แสดงอาการ ไปแสดงเอาตอนทำงาน ที่ว่าเริ่มสะสมพิษคือ นอนดึก (อ่านหนังสือสอบหรือปาร์ตี้) ตื่นสาย รสนิยมในการกินเช่น กินกาแฟสด (เพื่อให้มีแรงอ่านหนังสือหรือเรียน) กินเบเกอรี่ (บีมก็เคยเป็นค่ะ กินกระจาย แป้ง ๆ กับพวกเบเกอรี่เนี่ย) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ก็มันหิวตอนดึก)

อายุ 25 ปีขึ้นไป เป็นช่วงร่างกายสืบต่อจากช่วงสะสมพิษจากตอนเรียน และร่างกายเริ่มทรุดโทรมลง ทำให้หลายคนเป็นสิวที่เรียกว่า “สิวในผู้ใหญ่” หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Adult Acne

ดังนั้น การเข้าใจที่มาที่ไปของปัญหาสิวจะช่วยให้เราตั้งความคาดหวังในการรักษาผิว ของเราได้เป็นอย่างดี บางคนทำอะไรกับร่างกายมาเยอะมาก แต่คาดหวังว่าภายใน 1 เดือนต้องใสปิ๊ง มันก็จะนำไปสู่วิธีคิดทีว่า “เร็ว” ไว้ก่อน ราคาเท่าไหร่ค่อยว่ากัน เป็นเหตุให้คอร์สเลเซอร์ขายออกทุกวันเพราะมัน “เร็ว” ดี ยิ่งอยากหายเร็ว มันก็ยิ่งแพง

วิธีคิดของเรานี่ล่ะค่ะที่เป็นตัวการทำให้ “เสียเงิน” มากมาย ไม่ใช่ “สิว” ของเราหรอก

ถ้าจะโทษอะไรที่ทำให้เราเสียเงินมาก บีมว่าพิจารณาตัวเราเองก่อนดีกว่านะคะว่าเรามี “วิธีคิด” หรือ “วิธีการมองและแก้ปัญหา” อย่างไร

แต่ ลางเนื้อชอบลางยา (คำโบราณเชียว แต่เข้าใจใช่มั้ยคะ) จริตคนไม่เหมือนกันค่ะ ตรงนี้บีมเข้าใจ ขนาดหมอเอง ยังมีหลายแขนง หลายแนวทางเลย หลายท่านก็ไม่ได้เชื่อว่าสิวเกิดจากภายใน มันเกิดที่หน้าก็ต้องมีสาเหตุที่หน้านั่นแหละ ก็รักษาแค่ที่หน้า ไม่ได้สนใจว่าตัวยาที่รักษาจะทำอะไรเรารึเปล่า สิวหาย…แปลว่าจบหน้าที่ของหมอผิวหนังละ แต่ภายใน…ถ้าเราเป็นอะไร เป็นตับเหรอ ผมร่วง เป็นไต ฯลฯ ก็ต้องไปหาแพทย์เฉพาะทางรักษาอวัยวะนั้น ๆ ต่อก็แล้วกัน นี่คือ วิธีคิดรักษาแบบแยกส่วน

ซึ่งมันจะเป็นคนละแบบ กับแนว “องค์รวม” คือ เรามองทุกส่วนสัมพันธ์กันหมด ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน รูปแบบพฤติกรรม จนเป็น “สาเหตุ” ให้ระบบร่างกายเสื่อมและเกิดสิวได้ในที่สุด

ถ้าหากใครเชื่อมั่น ศรัทธาในแนวนี้ ก็ตามมานะคะ บีมจะแนะนำวิธีการรักษาจากภายใน “เบื้องต้น” เพื่อให้ทุเลาจากอาการสิวที่เป็นก่อน ส่วนระดับ Advance หรือรายละเอียด บีมค่อยมานำเสนอในสัปดาห์ต่อ ๆ ไปค่ะ

สิ่งที่บีมแนะนำให้ลูกค้าปรับ เพื่อให้อาการสิวดีขึ้นจะหลัก ๆ ดังนี้ (และพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีกับทุก ๆ รายเมื่อเขาทำต่อเนื่องกันอย่างน้อย 1 เดือนและได้ผลดีต่อเรื่องสิวที่สุด คือ สิวใหม่ไม่ค่อยขึ้นให้เห็น สิวไม่ค่อยอักเสบ เมื่อทำต่อเนื่องกันอย่างน้อย 3 เดือน)

การนอน
การขับถ่าย
การกิน
การดื่มน้ำ
การล้างพิษ

แต่ ละข้อจะมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย แต่สำหรับบทความในสัปดาห์นี้ บีมจะเขียนสรุปให้โดยย่อว่า การทำแต่ละอย่างจะช่วยรักษาอาการสิวของเราได้อย่างไร

การนอน

หลัง จากที่ได้รักษาสิวแนวที่ให้ร่างกายรักษาตัวเองผ่านมาเกือบสองปีแล้วพบว่า การนอน คือ ยาวิเศษที่สุดสำหรับ การรักษาสิว ข้อ 2. – 4. นั้น ต่อให้คุณทำดีที่สุดแค่ไหน แต่ถ้าไม่สามารถนอนเร็วและนอนได้อย่างมีคุณภาพ ก็จะไม่ได้ผลเรื่องสุขภาพเท่าที่ต้องการอย่างแน่นอน

การนอนที่ สามารถรักษาสิวได้คือ นอนก่อน 5 ทุ่ม หลับสนิทและหลับลึก สามารถตื่นมาได้ช่วงตี 5 และก่อน 7 โมงได้โดยไม่เพลีย คือ ตื่นมาพร้อมพลังงาน

ถ้าหากรูปแบบชีวิตของคุณนอนได้นอกเหนือจากรูป แบบนี้ ถ้าใกล้เคียง โอกาสสิวหายมีถึง 95-100% แต่ถ้าต่างจากรูปแบบนี้มาก ความรุนแรงของสิวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ นี่ไม่ได้พูดมั่วนะคะ พูดจากประสบการณ์ที่รับฟังเรื่องราวของคนเป็นสิวมาเป็นหลายพันคนในระยะเวลา ที่ผ่านมาค่ะ สรุปได้แบบนี้แหละ

ทำไมการนอนจึงช่วยรักษาสิว เพราะ ช่วง 5 ทุ่มถึงตี 1 เป็นช่วงที่ตับกับถุงน้ำดีจะช่วยกันทำงานล้างพิษที่สะสมอยู่ให้ออกมาในรูป แบบต่าง ๆ ถ้าเป็นพิษที่ละลายในน้ำก็จะออกมากับเลือด กรองออกเป็นปัสสาวะหรือทางเหงื่อ แต่ถ้าเป็นพิษละลายในไขมัน จะถูกขนมากับน้ำดีและออกมาที่ลำไส้ใหญ่เพื่อให้ถูกขับออกในการถ่ายตอนเช้า ถ้าใครนอนเกิน 5 ทุ่มจะทำให้ตับกำจัดไขมันและพิษไม่ได้มากเท่าที่ควร ตับก็อ่อนแอลงเพราะพิษสะสมในร่างกายมากไป ตับทำงานหนักต่อเนื่องทุกวันไม่ไหว ในที่สุดของเสียและพิษก็เต็มร่างกาย จนทะลักเป็นสิว ไขมันบนหน้า การอักเสบ ทำให้เรามี หน้ามัน มีสิว รูขุมขนกว้าง เพื่อช่วยตับกำจัดไขมันออกไป สภาพหน้าเป็นอย่างไร สภาพตับและลำไส้ก็เป็นอย่างนั้น

การขับถ่าย

การ ขับถ่าย โดยหลักที่บีมเน้นคือ อุจจาระ เพราะ ลำไส้ใหญ่อันเป็นที่อยู่ของอุจจาระนั้นจะเป็นที่มีการดูดซึมน้ำจากลำไส้ใหญ่ กลับถ้าหากน้ำในร่างกายไม่พอใช้ แต่ถ้าหากเรามีของเสียสะสมในลำไส้ใหญ่มากเกินกว่าจะกำจัดได้หมด น้ำที่ถูกดูดซึมกลับจะเป็น “น้ำเน่า” ที่กลับมาสู่เลือดของเราและกลายเป็นพิษต่อร่างกาย

นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมคนที่ดื่มน้ำน้อยจึงท้องผูกและเป็นสิว และทำไมคนที่ชอบกลั้นอุจจาระ เวลาที่ปวดก็ไม่เข้าห้องน้ำจึงเป็นสิวด้วย

โปรด จำไว้ว่า ถ้าไม่ขับถ่ายออกก็เหมือนมี “กองขยะ” เน่า ๆ อยู่ในลำไส้ เราไม่ชอบกลิ่นของรถเก็บขยะที่ส่งกลิ่นฉันใด เราก็คงจะไม่ชอบใจลำไส้ของเรามากเท่านั้น

ช่วงเวลาแห่งการขับของเสีย ที่ดีที่สุดคือ ตี 5 – 7 โมงเช้า เพราะ พลังงานชีวิตจะลงไปที่ลำไส้ช่วยบีบรัดตัวของลำไส้เพื่อกำจัดของเสียออกมา ถ้าหากถ่ายหลังจากช่วงนี้ พลังในการขับของเสีย หรือการบีบรัดตัวจะลดลง ทำให้ถ่ายไม่สุด ถ่ายไม่หมด และเหลืออุจจาระตกค้างในลำไส้ และถ้าเรายิ่งดื่มน้ำน้อย ไม่ทานอาหารมีกากใยสูง (ผักและผลไม้เส้นใยสูง) ก็จะทำให้เราท้องผูก นานวันเข้าของเสียนี้ก็จะถูกดูดน้ำกลับเข้าร่างกาย เป็นน้ำเน่า ๆ เหม็น ๆ กลายเป็นตะกรันเหนียว ๆ แข็ง ๆ เกาะที่ผนังลำไส้และเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ไม่ดีในที่สุด

ยิ่งนาน ยิ่งขับถ่ายยากเพราะของเสียมันแข็งขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งนานลำไส้ก็มีโอกาสติดเชื้อ รั่ว อักเสบได้มากเพราะกลายเป็นแหล่งที่อยู่ของจุลินทรีย์ที่ไม่ดีไปแล้ว และพวกนี้เมื่อมีอาหารจะแพร่พันธุ์ ขยายอาณาจักรเร็วมาก ๆ ก็จะเริ่มกระจายตัวไปรุกรานเซลล์ลำไส้ข้าง ๆ ยิ่งเราปล่อยไว้นาน ผนังลำไส้จะถูกเจาะเป็นรู เป็นช่องทางโบ๋ ๆ ให้พิษเข้าสู่เลือดได้ง่ายขึ้นอีก ถ้ารักษาสิวแต่ภายนอกเช่นการกินยา ทายาเท่านั้น จะยิ่งทำให้ลำไส้อ่อนแอ เพราะการกินยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะจะไปฆ่าสิ่งมีชีวิตน้อย ๆ ในร่างกายของเราเกือบทั้งหมด เหมือนเอานิวเคลียร์ไปลงที่ฮิโรชิมา ตายเรียบ ทั้งตัวดีและไม่ดี ทำให้สิวยุบอย่างรวดเร็วใน 1-2 สัปดาห์ แต่พอเราเลิกกินยาแล้ว เราไม่มีตัวดี ๆ ช่วยคุ้มกันเราแล้ว ตัวร้าย ๆ ก็แพร่พันธุ์เร็วเพราะเรามีแหล่งอาหารของมันอยู่แล้วคือ ของเน่าบูดตกค้าง และการกินอาหารสกปรกหรือไม่มีประโยชน์ก็ยิ่งเพิ่มอาหารให้พวกนี้อย่างมากมาย (อาหารของตัวดี ๆ คือ ใยอาหารจากผักผลไม้และข้าวกล้องค่ะ) จึงเป็นสาเหตุให้คนที่เลิกกินยาแล้ว กลับมีสิวมากขึ้นเรื่อย ๆ

ราย ละเอียดเรื่องการปรับลำไส้มีมากมาย เอาไว้ค่อยคุยกันอีกครั้งนะคะ บทความนี้เอาย่อ ๆ ลองไปทำดูก่อนคือ ให้ถ่ายช่วงเวลา ตี 5 – 7 โมงเช้าให้ได้ โดยหลังตื่นนอนกระตุ้นลำไส้ด้วย

การดื่มน้ำอุ่นสัก 2 แก้ว
การดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวในสัดส่วนน้ำ 1 แก้ว (250 cc.) ต่อมะนาว 1/2 ผล ปริมาณ 2 แก้ว
การเดินออกกำลังกาย การยืดเส้นยืดสาย หรือเล่นฮูล่าฮูป (คือทำอะไรก็ได้ให้ช่วงกลางของลำตัวของเรามีการเคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหน้า ท้อง) ทำจนกว่าจะปวดท้องเข้าห้องน้ำ

ผู้ที่ถ่ายยาก แนะนำว่า ควรทานข้าวกล้อง ดื่มน้ำลูกพรุน กินผลลูกพรุน (Sunsweet ก็ได้นะคะ หรือลูกพรุนทำสะอาด ๆ ใส่น้ำตาลน้อย ๆ ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าไม่ใส่เลยจะดีมากกว่า เพราะน้ำตาลทำให้สิวแย่) ทานเม็ดแมงลัก ลูกเดือย หรืออื่น ๆ ที่มีใยอาหารสูง ๆ ช่วยลำไส้อุ้มน้ำ แนะนำให้ทานทุกวันเป็นประจำจนกว่าจะสามารถขับถ่ายได้ปกติในตอนเช้าค่ะ

การกิน

หัว ข้อนี้ ละเอียดและมากมายที่สุด เอาไว้ค่อยนำเสนอเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ ในแต่ละบทความนะคะ ในบทความนี้จะบอกถึงความสำคัญของการเลือกกินและให้คำแนะนำเบื้องต้นว่าอะไร ควรกินอะไรไม่ให้กินในช่วงรักษาสิวค่ะ (ใช้คำว่า ไม่ให้กิน หมายถึง ถ้าไม่กินได้โอกาสที่สิวดีขึ้นมีมากกว่าการเลี่ยงหรือทานสิ่งเหล่านั้นแต่ น้อย หักดิบได้ก็ควรหักค่ะ ต้องฝึกจิตให้พิจารณาประโยชน์และโทษของอาหารเป็นและไม่ยึดติดกับรสชาติหรือ ความอยากให้ได้ จึงจะไม่เกิดความเครียดในการรักษาสิวแนวนี้และไม่กลับไปสวาปามกินของมีโทษ เดิม ๆ เมื่อสิวหายแล้วค่ะ

ของที่ต้องห้ามช่วงรักษาสิวอย่างเด็ดขาด

  • นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว เช่น ชีส โยเกิร์ตจากนมวัว เนย(แม้แต่บัวหิมะหมักกับนมวัวก็ไม่ควรค่ะ ถ้าไม่เชื่อให้ทดลองหมักกับนมวัวแล้วกิน 3 วัน พัก 3 วัน และลองหมักกับนมแพะแล้วกิน 3 วัน ดูว่าจะได้ผลอย่างไรค่ะ)
  • ของหวานทุกประเภท แม้แต่ผลไม้รสหวานก็ไม่ควรทาน เช่น ทุเรียน ลำไย
  • ของมันทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่ผ่านการใช้น้ำมันและความร้อนสูง
  • เนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น หมู เนื้อ กระบือ (ไก่ไม่ควรกินแม้เป็นสัตว์เล็กเพราะฮอร์โมนเยอะ ทำให้หน้ามันและเป็นสิวได้ง่าย)
  • เบเกอรี่ทุกอย่าง
  • ไอศครีมที่มีนมเนยเป็นส่วนประกอบ
  • ขนมกรุบกรอบที่มีผงชูรส สารกันเสีย (พวกขนมถุง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมกรุบกรอบ เพราะ มักผ่านการทอดและมี Trans Fat คือไขมันผ่านกระบวนการ พวกนี้จะทำร้ายเซลล์
  • อาหารที่อาจมีสารปนเปื้อน เช่น น้ำดื่มที่ไม่ได้บรรจุขวด (เวลาไปทานข้าวราดแกง) ร้านข้างถนนที่มีมลพิษสูง ๆ ส้มตำปลาร้าหรือปู เป็นต้น
  • น้ำอัดลม ชา กาแฟ

ของที่ควรทานช่วงรักษาสิว

  • ผักและผลไม้รสไม่หวาน และมีเส้นใยสูง
  • ทานข้าวกล้อง (ในบางรายข้าวกล้องไม่เวิร์ค ให้ทานข้าวขาว แต่การทานข้าวขาวในมื้อนั้น ๆ ต้องทานร่วมกับกับข้าวที่มีเส้นใยสูง ไม่อย่างนั้นข้าวขาวจะติดลำไส้ได้ ถ่ายออกไม่หมด)
  • เนื้อปลาปรุงสะอาด
  • น้ำมันที่มีประโยชน์และไม่ผ่านกระบวนการ เช่น น้ำมันมะพร้าวหีบเย็น (Cold Pressed)
  • สลัดผักจานโตราดน้ำสลัดน้ำใส
  • น้ำปั่นผักผลไม้ หรือน้ำคั้นผลไม้ไม่เติมน้ำตาลไม่เย็น (ถ้าสะดวกดื่มน้ำคั้นมากกว่า แนะนำเป็นน้ำมะนาวหรือผลไม้ออกรสเปรี้ยว หรือ บีทรูทจะช่วยล้างพิษได้ดี จำได้ว่าที่สถานีรสไฟฟ้าจะมีน้ำคั้นผลไม้เจ้านึง จำชื่อไม่ได้ รู้สึกจะมีเสาวรส แครอท พวกนั้นดื่มได้นะคะ มีประโยชน์ด้วย ดีกว่าพวกบรรจุกระป๋องแล้วค่ะ เพราะคั้นสดทุกวัน แต่น้ำส้ม ถ้าจะทานต้องเลือกเจ้าที่ทำสะอาด ๆ ถ้าดื่มแล้วได้กลิ่นหืนของเปลือกส้มก็ไม่ควรดื่มและไม่ต้องอุดหนุนเค้าแล้ว ค่ะ เปลือกส้มสารพิษตกค้างเยอะมาก และถ้าดื่มน้ำคั้น ต้องทานอาหารอื่นที่มีเส้นใยสูงเพิ่มอีกมากด้วยค่ะ เพราะเราจะไม่ได้ใยอาหารเหมือนที่ได้จากการปั่น)
  • อาหารประเภท ต้ม นึ่ง ลวก

สรุปว่าเป็นของที่เน้น สด สะอาด ไม่ผ่านกระบวนการ

รูป แบบการกิน คือ มื้อเช้าควรกินไม่เกิน 9 โมง และกินมื้อเช้าให้มาก ให้เพียงพอ และให้มีประโยชน์ ไม่ใช่มากจนอิ่มอืดนะคะ แต่มากในที่นี้คือ กินให้เต็มที่ และเราเองรู้สึกสดชื่นหลังจากมื้อนั้น ไม่ใช่หงุดหงิดเพราะยังไม่อิ่ม หรืออึดอัดเพราะกินมากไป เอาให้พอดี ๆ พอมีพลังงานทำอย่างอื่นต่อ

มื้อแรกสำคัญที่สุด เพราะ ร่างกายไม่ได้รับอะไรมาตลอดคืนหลายชั่วโมง ดังนั้น ถ้ามื้อแรกมากพอและมีประโยชน์ เค้าจะดูดซึมของที่มีประโยชน์ไปเกือบ 100% กินเท่าไหร่รับหมด ดังนั้น ช่วงที่บีมรักษาสิวเมื่อปีก่อน ๆ มื้อเช้าบีมจะกินเป็นผักผลไม้ก่อนเลย จะเอามาปั่น ๆ กะปริมาณให้อิ่มท้อง ถ้าเราปั่นไม่ได้ ก็ให้เลือกเป็นอาหารมีประโยชน์เข้าไว้และมีฤทธิ์เย็นไว้ก่อน (ฤทธิ์เย็นคืออะไร ไว้ค่อยพูดถึงอีกทีนะคะ อาจจะลอง google ไปพลาง ๆ ก่อนค่ะ) เช่น น้ำเต้าหู้ สลัดผักผลไม้ หรือแซนด์วิชแบบใช้ขนมปังโฮลวีต (แต่โฮลวีตนี่บีมเห็นส่วนผสมของบางเจ้าเค้าใส่ของกระตุ้นสิวไว้ด้วยนะคะ แต่ก็ดีกว่ากินขนมปังขาว แต่สิวอาจไม่หายดีนะคะ เพราะมันมีส่วนผสมกระตุ้นสิวอยู่บ้าง ที่ต้องใส่เพื่อให้มันอร่อยถูกปากค่ะ ถ้าโฮลวีต 100% มันไม่อร่อยหรอกเพราะไม่หวานมัน)

ตรงกันข้าม ใครกินกาแฟกับขนมปังบ้าง ขนมปังกรอบบ้าง ก็ได้รับพิษกันแต่เช้าเลยทีเดียว

จริง ๆ แล้วเราไม่ผิดหรอก และไม่มีใครผิดที่หาของกินย้ากยาก แต่เป็นเพราะ “วิถีชีวิตสมัยใหม่” ต่างหากที่ทำให้เราต้องมีสิวค่ะ ดังนั้น หากเรายังอยู่แบบเร่งรีบ และยังจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่แบบ “สมัยใหม่” ก็ต้องตั้งความคาดหวังในการรักษาสิวให้น้อยลงนิดนึงค่ะ ว่ามันคงไม่หาย 100% แต่มันจะดีขึ้นได้ถ้าเราดูแลทั้งภายในและภายนอกอย่างเหมาะสม แต่ต้องยอมรับว่า จะมีสิวขึ้นได้บางช่วงเวลาที่เราเครียด ประจำเดือนจะมา คือมันจะไม่หายขาด 100%

ส่วนมื้อเที่ยง ทานน้อยลงมากว่ามื้อเช้า

มื้อ เย็น ทานน้อยที่สุด เพราะตอนกลางคืน ระบบร่างกายไม่ได้เตรียมไว้สำหรับย่อยอาหารแต่เตรียมไว้สำหรับพักผ่อน และแนะนำให้ทานมื้อเย็นเสร็จก่อน 1 ทุ่มเป็นอย่างช้าที่สุดแล้วค่ะ ถ้าใครนอนเร็วสัก 3-4 ทุ่ม แนะนำให้ทานเสร็จก่อน 6 โมง และแนะนำเป็นพวกย่อยง่าย ๆ เช่น สลัดผัก น้ำเต้าหู้ หรือปลานึ่ง ผักนึ่ง ลวก เป็นต้น

การดื่มน้ำ

ความ สำคัญของการดื่มน้ำให้ถูกต้อง คือ เราจะมีของเหลวเพียงพอต่อการปฏิบัติงานของร่างกาย เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบของร่างกายถึง 80% หากขาดน้ำ ร่างกายจึงพร่อง ไม่สมบูรณ์ เหมือนกับบ้านที่ดูเป็นบ้านแต่ว่ามันมีโครงสร้างไม่ครบ น้ำคือโครงสร้างหลักของร่างกายด้วยค่ะ หากขาดน้ำไป ร่างกายจึงทรุดโทรมได้มาก

เราใช้น้ำในชีวิตประจำวันอย่างไร ร่างกายก็ใช้ประมาณกัน

ชำระล้าง
เติมความชุ่มชื้น (เช่น เติมให้ต้นไม้)
ใช้ทำอาหารให้อร่อย
ช่วยให้รถไม่ร้อนเวลาวิ่ง

ใน ร่างกายของเรามีของเสียเกิดขึ้นทุกเสี้ยววินาทีจากการหายใจของเซลล์ของ เรา เซลล์ทุกเซลล์ของเราทำงานตลอดเวลา เพราะ เรายังมีชีวิตอยู่ เซลล์ทุกเซลล์จะค่อย ๆ หยุดทำงานถ้าเราตายค่ะ ดังนั้น ร่างกายของคนที่ขาดน้ำ เซลล์บางส่วนอยู่แบบตายทั้งเป็น เหี่ยว ๆ แห้ง ๆ ไร้สมรรถภาพ ทำให้ผิวของเราดูแย่ไปแล้ว เพราะภายในของเรามันไร้ชีวิตชีวานั่นเอง

ร่างกายที่มีน้ำเพียงพอจะ ช่วยให้กระบวนการขับของเสียออกไปจากเซลล์และเนื้อเยื่อ ๆ ต่าง ๆ ดีมาก (ของเสียที่ละลายในน้ำนะคะ ถ้าละลายในไขมันจะไปถูกกำจัดออกโดยตับผ่านทางน้ำดีลงสู่ลำไส้ใหญ่ค่ะ หรือ น้ำดีนั้นถูกขับออกมาทางลำไส้เล็กเพื่อช่วยในการย่อยไขมันที่เราทานเข้าไป) ทำให้ของเสียหลงเหลืออยู่น้อย

นอกจากนี้ ถ้ามีน้ำเพียงพอ น้ำจะสามารถเข้าสู่ทุกอณูเซลล์ของร่างกายได้ และนำพาสารอาหารไปสู่เซลล์ผิวชั้นนอกได้มากขึ้น

ให้สังเกตที่กระดาษชำระ เวลาที่เราหยดน้ำไปมากไป น้ำจะสามารถแทรกซึมกระจายได้ทั่วแผ่น

ร่าง กายเราก็เป็นแบบนั้น ถ้าเรารับน้ำเพียงพอ น้ำที่ซึมเข้าสู่เลือดและเซลล์ที่กระเพาะอาหารจะแทรกซึมไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้มากขึ้น เป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อเราได้รับน้ำเพียงพอ ผิวจะเต่งตึงแบบไม่ต้องทาครีม ปากจะไม่แห้งแตกแม้ไม่ทาลิปมัน

เมื่อ สารอาหารไปได้ทั่วถึงทุกเซลล์ผ่านน้ำ ก็จะทำให้เซลล์ได้รับสารอาหารเพียงพอ แข็งแรง ทำงานได้เป็นปกติ ของเสียก็ถูกขับออกอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ตกค้างในเซลล์หรือเนื้อเยื่อ ท้องก็ไม่ผูกเพราะร่างกายไม่ได้ดึงน้ำจากลำไส้ใหญ่ขึ้นมา ทำให้ลดโอกาสที่น้ำเน่าจะกลับเข้าสู่เลือดได้อีกครั้ง จึงดีต่อผิวพรรณและลดปัญหาสิวได้อย่างแน่นอน

วิธีการดื่มน้ำที่แนะนำ

  • ดื่มน้ำอุ่นหรืออุณหภูมิห้อง 2 แก้วหลังตื่นนอนทันที (ถ้าหน้ามันมาก หรือสิวรุนแรงให้ผสมมะนาวด้วย)
  • ก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างการทานอาหารและหลังอาหารประมาณ 30-45 นาที ไม่ควรดื่มน้ำเลย เพราะจะไปดับไฟย่อยอาหาร ทำให้อาหารไม่ถูกย่อยหรือย่อยได้ไม่มาก ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารและเป็นของเหลือบูดเน่าในลำไส้ต่อไป
  • ระหว่างวันจิบน้ำ ไม่ควรดื่มรวดเดียวเพราะร่างกายจะใช้ไม่ทันและขับออกหมด
  • ไม่ดื่มน้ำเย็น น้ำแข็ง ชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำหวาน

เครดิตวิธีดื่มน้ำจากคุณหมอแดง อโรคยา และคุณหมอเชน แพทย์แผนจีน

ปริมาณน้ำที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน คือ

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดสูตรคำนวณ ปริมาณน้ำดื่มที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของแต่ละคน ในแต่ละวันไว้ดังนี้

น้ำหนักตัว (ก.ก.)/2 x 2.2 x30 = … C.C. (1000 C.C. = 1 ลิตร, 1 ลิตร = 5 แก้ว)

สมมติว่ามีน้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม 55/2 x 2.2 x 30 = 1815 C.C. 1815 C.C. = 1.8 ลิตร 1.8 ลิตร = 9 แก้ว

จาก http://www.vcharkarn.com/varticle/39335

การล้างพิษ

ร่างกายของเราเมื่อมีสิวโผล่บนหน้า นั่นหมายถึง ของเสียที่สะสมอยู่กำลังล้นทะลักออกมา คือ เรามีสะสมอยู่มากไป

สภาพผิวหน้าสะท้อนระบบภายใน

หน้า มัน หมายถึง มีไขมันที่ร่างกายไม่ใช้ประโยชน์แล้วมากไปแต่กำจัดออกทางระบบขับถ่ายไม่ได้ จึงระบายออกที่ผิวหน้า อก และหลังที่มีต่อมไขมันชุกชุมมาก (โดยเฉพาะใบหน้า)

สิว ลักษณะต่าง ๆ ก็จะบ่งบอกถึงภาวะในร่างกายและระบบต่าง ๆ เช่น สิวแดงๆ ที่คางและแก้ม แสดงว่า ระบบลำไส้และตับร้อน ควรล้างพิษ ล้างของเสียออก (เพราะเวลามีของเสีย พวกจุลินทรีย์ไม่ดีจะอาศัยอยู่ พวกเค้าเป็นสิ่งมีชีวิต จะมีการหายใจ การขับของเสีย และกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำให้เกิดความร้อนได้ด้วย ยิ่งมีเยอะ ยิ่งร้อนมาก ยิ่งปะทะกับเม็ดเลือดขาวหรือทหารของเรา ก็จะอักเสบ พออักเสบก็ร้อนแดง สิวจึง ร้อน แดง และอักเสบ อย่างไรล่ะคะ) ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.the-arokaya.com/web5/index.php?option=com_content&view=article&id=172:2010-04-17-08-15-26&catid=42:2010-03-31-09-27-16&Itemid=196

การ ล้างพิษบีมจะเน้นไปที่ลำไส้ก่อนเป็นลำดับแรก เพราะมันเป็นระบบการขับของเสียที่ใหญ่ที่สุด ซับซ้อน และยาวที่สุดของร่างกาย มันคดเคี้ยว มันมีซอกหลืบให้ของไม่ดีหลบมุมอยู่มาก ถ้าเราทำที่นี่ให้สะอาดและมีสุขภาพดีได้ ซ่อมแซมรูรั่วได้แล้ว และทำให้เป็นบ้านของเจ้าจุลินทรีย์ที่ดีได้แล้ว สิวจะดีขึ้นได้เกือบ 100% เลยทีเดียว

การล้างพิษที่นี่ ก็จะมีตั้งแต่การสวนลำไส้ด้วยน้ำอุ่น ด้วยกาแฟ หรือน้ำสมุนไพรย่านาง เป็นต้น หรือแม้แต่การทานผลิตภัณฑ์ช่วยล้างพิษที่ผลิตขึ้นมากมายในสมัยนี้ เราต้องเลือกที่สะอาด ปลอดภัย เชื่อถือได้

นอกจากล้างแล้วต้องปรับ ปรุงมันใหม่ทั้งหมด ดูได้ที่บทความ “วิธีปรับระบบลำไส้” ที่บีมเขียนเอาไว้ได้ค่ะ เพราะการล้างอย่างเดียวมันจะล้างทั้งหมดเลย ทั้งของเสีย จุลินทรีย์ที่ดีและไม่ดี ดังนั้นเราต้องเติมจุลินทรีย์ที่ดีเข้าไปใหม่ และทานอาหารมีประโยชน์ มีใยอาหารอย่างต่อเนื่อง ไม่ทานรสจัด ไม่ทานอาหารต้องห้ามระหว่างรักษาสิว ทั้งนี้เพื่อให้ลำไส้มีเวลาเยียวยาบาดแผล ร่องรอยอักเสบของตัวเอง เมื่อแผลต่างๆ หายดีแล้ว สิวจะยุบลงเองค่ะ เป็นการยุบจากาภายใน ไม่ต้องทายา ไม่ต้องกินยา

ส่วนการล้างพิษที่ระบบอื่น บีมมองว่าเป็นการเสริมเพิ่มเข้ามาเพื่อทำให้การกำจัดพิษตกค้างเร็วขึ้น และในแต่ละคนก็มีพิษตกค้างในแต่ละอวัยวะไม่เท่ากัน ดังนั้น ถ้าล้างพิษลำไส้และปรับปรุงให้ดีขึ้นมากแล้ว จนสิวดีขึ้นมาก แต่ยังมีสิวอยู่ อาจจะลองล้างที่ตับหรือไตเพิ่มเติมค่ะ

ทั้งนี้ทั้ง นั้น ร่างกายของเราล้างพิษได้เองตามธรรมชาติถ้าหากเรามีชีวิตที่สมดุล เลือกรับแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ดังนั้นเมื่อเราล้างลำไส้ ปรับลำไส้ดีแล้ว หลังจากนั้นเราอาจไม่ต้องล้างอะไรเพิ่มเติม ขอเพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิถีชีวิตและทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็ค่อย ๆ ล้าง ค่อยซ่อมบำรุงของมันไปเอง

แต่ ถ้าใครล้างแล้วรับพิษใหม่เป็นประจำ ก็ไม่ควรคาดหวังว่าสิวจะหายไปจากเรา 100% นะคะ กลับไปทำอย่างเดิมมันก็ขึ้นอีกนั่นล่ะค่ะ แต่ก็ยังดีกว่าไม่รู้วิธีป้องกันและรับมือกับสิวของตัวเองเลย

เพิ่มเติมอีกนิดเรื่องล้างพิษค่ะ

จริง ๆ ระบบการกำจัดพิษและของเสียที่สำคัญมากคือ ตับ

เวลาตับล้างพิษในร่างกาย จะมี 2 ขั้นตอน (ดูข้อมูบที่บีมเขียนอย่างละเอียดได้ที่นี่ค่ะ http://bye-bye2acne.blogspot.com/2010/09/2.html) บีมจะพูดโดยสรุปนะคะ ว่าถ้าหากว่าเรากระตุ้นการล้างพิษให้มาก แต่ว่าขั้นตอนที่ 2 ของเราทำงานไม่มีประสิทธิภาพเพราะเราทานอาหารไม่หลากหลาย ทานแต่สิ่งไม่มีประโยชน์ ร่างกายขาดสารอาหาร (กินเยอะ ไม่ได้แปลว่าได้รับสารอาหารครบ) สิวจะขึ้นมากระหว่างการล้างพิษ เพราะพิษจากขั้นตอนที่ 1 นั้นมันจะร้ายแรงกว่าสารตั้งต้นของมัน และในกระบวนการล้างพิษของตับก็จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นมากมายด้วยค่ะ

ดัง นั้น การล้างพิษ ถ้าเรามีอาการข้างเคียงมาก เช่นสิวขึ้นเยอะ ปวดหลัง ปวดตัว ปวดหัว ถามว่าควรทำต่อไหม คำตอบคือ ถ้าทำต่อก็ดีที่สุด เพราะเดี๋ยวมันก็หาย แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ สิวขึ้นเยอะจริง ๆ เกินควบคุมได้ก็ต้องพัก และระหว่างล้างพิษหรือพักล้างพิษ จำเป็นต้อง “ดื่มน้ำมาก ๆ ตามวิธีที่แนะนำ” ไปแล้ว และทานผลไม้รสเปรี้ยว (ยกเว้นคนแพ้วิตามินซี) เช่น สับปะรด มะนาว ส้ม แอปเปิ้ลเขียว สามารถทานทั้งผล ปั่น หรือคั้นก็ได้ (แต่ถ้าปั่นหรือคั้นจะเห็นผลดีกว่าเพราะถ้าระบบย่อยและดูดซึมเรายังไม่ดี ซึ่งคนเป็นสิวส่วนใหญ่ระบบนี้ก็ไม่ดีค่ะ จะทำให้การย่อยไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ กิน 100 ได้ ไม่ถึง 50 ต่างจากรูปแบบของเหลวที่สามารถดูดซึมได้เลยไม่ต้องผ่านการย่อยแล้ว จึงทำให้เราฟื้นตัวเร็วกว่า) ผลไม้รสเปรี้ยวจะช่วยชะล้างไขมันได้ดี และมีวิตามินซีสูงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ หรือถ้าใครออกแนวไม่มีเวลาหาของกิน จะใช้วิตามินซี (บีมแนะนำ Blackmore แบบที่ค่อย ๆ สลายวิตซีออกมาได้ 8 ชม. ขนาดเม็ดละ 1000 mg) หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระก็ได้ มะขามป้อมก็ดีมาก ทานได้ทุกช่วงเวลาที่ร่างกาย

ร้อน คอแห้ง ปากแห้ง
ปวดหลัง ปวดเอว ปวดอวัยวะบางส่วนโดยไม่มีสาเหตุ

เพราะ อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณของการล้างพิษ ถ้าหากร้อนใน คอแห้ง ปากแห้ง แนะนำให้ทานผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น น้ำมะนาว สับปะรด แอปเปิ้ลแดง ณ ตอนนั้นเพื่อดับร้อนได้เลย หรือจะใช้น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย แบบไม่ใส่น้ำตาลก็ให้ผลดี พร้อมกับดื่มน้ำมาก ๆ ด้วย

องุ่นเป็นผลไม้ที่ไม่ควรทานระหว่างล้างพิษเพราะมันมีน้ำตาลสูงและมีสารที่มีฤทธิ์ขัดขวางกระบวนการล้างพิษอยู่ด้วยค่ะ

ให้ ถอนพิษด้วยวิธีนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการจะดีขึ้น หรือถ้าใครพักการล้างพิษ เมื่ออาการเหล่านี้หมดแล้ว ผิวจะดูดีขึ้น (ช่วงระหว่างขับพิษ ผิวจะดูแย่ลง ไม่ต้องตกใจค่ะ ทำถูกแล้ว) สิวจะลดลงเอง และสามารถเริ่มกระบวนการล้างพิษได้อีกรอบค่ะ รอบใหม่มันจะเร็วกว่าเดิมถ้าเราดูแลร่างกายและอาหารดีนะคะ

หวังว่าบทความในสัปดาห์นี้จะช่วยเพื่อน ๆ ปรับระบบภายในเพื่อรักษาสิวด้วยตัวเองได้มากขึ้นค่ะ

…. กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวค่ะ การฟื้นฟูระบบร่างกายที่เสียหายก็ไม่สามารถทำได้ในวันเดียวหรือเดือนเดียวก็ เช่นกัน และทุกความสำเร็จเริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอค่ะ …

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s