สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้หลังภัยพิบัติ

Apr 6, 2011

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้หลังภัยพิบัติ

อยากจะเขียนสรุปรวบยอดสิ่งได้เรียนรู้จากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่ ญี่ปุ่นไล่มาจนถึงน้ำท่วมที่ภาคใต้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าการเขียนอะไรออกมาจะช่วยให้ความคิดตกผลึกได้มาก ขึ้นและอาจเป็นประโยชน์กับคนที่แวะเข้ามาอ่านได้ไม่มากก็น้อย

ตั้ง แต่เกิดสึนามิที่ญี่ปุ่นมา รู้สึกเหมือนหลายอย่างที่ผิดปกติวิสัยจะตามมาเรื่อย ๆ ในระยะเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ก็แปลกดี ได้พบเจออะไรที่ไม่เคยมาก่อน ในช่วงเวลาเดียวกันของมีนาคมปีที่แล้วกับปีนี้ ช่างแตกต่างจริง ๆ
บี มยอมรับอย่างไม่อายว่ามีช่วงจิตตกแบบสุด ๆ ตกแบบบ้า ๆ ไปเลยเพราะช่วงแรก ๆ ที่ญี่ปุ่นเกิดภัยพิบัติใหญ่หลวงไปก่อนนั้นได้เปิดข้อมูลเกี่ยวกับ 2012 ดูมากมาย ดูเยอะ ๆ ก็เหมือนสะกดจิตตัวเองไปในตัวเลย คือ กลัวไปเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก และยิ่งเอาไปผนวกกับคำทำนายของใครหลาย ๆ ท่านก็ยิ่งหวั่นวิตก หวาดกลัวอย่างมากมาย เข้าขั้นเลยล่ะค่ะ และหลังญี่ปุ่นแผ่นดินไหว บ้านเราดันหนาว เวียตนามดันหิมะตก แทบไม่เห็นดวงอาทิตย์ และสุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุด ดันมาเกิดแผ่นดินไหวที่พม่า มาเจอทีหลังอีกว่าแอบมีจุดศูนย์กลางในไทยอีก โอ้…ยิ่งตอกย้ำข้อมูลที่เคยได้รับรู้มาเลยทีเดียว กลัวอย่างแรง
โชคยังดีที่คุณแม่กับสามีใช้คำพูดฉุดกระชากกลับมาได้🙂 แต่มันก็ยังกลัวอะไรอยู่ก็ไม่รู้ลึก ๆ ได้ข่าวภาคใต้น้ำท่วมก็ตกไปอีกละ
แต่ด้วยความที่แม่เราได้บอกว่า อย่ากลัว อย่าขี้ขลาดให้ลูกเห็น ลูกเรายังร่าเริงได้แบบนั้น เราจะมานั่งหดหู่อยู่ทำไม
สามีก็บอกว่า จริง ๆ แม่บีมก็กลัวนะ แต่เค้าทำเป็นไม่กลัว…
เรา ก็มาคิด ๆ ดู อืม…มันก็จริงนะ …ขนาดแม่เราก็คงแอบกลัว แต่เค้ายังทำให้เราเห็นว่าเข้มแข็งได้เพราะกลัวว่าทุกคนจะจิตตก…แล้วเราจะ มานั่งเป็นตัวอย่างที่ไม่โอเคกับลูกทำไม
ระหว่างช่วงที่จิตหวาดกลัวกับอะไรก็ยังไม่รู้นั้น มันก็หาทางออกไปเองนะ
โชค ดีที่ว่าเราอาจเป็นคนที่ได้ฝึกใจมาบ้างแล้ว (ขนาดฝึกมาบ้างแล้ว) เราก็เริ่มใช้กระบวนการเดิมในการก้าวข้ามผ่านจุดวิกฤติของจิตไปได้อีกจุด หนึ่ง (ในชีวิตที่ผ่านมาก็มีจุดวิกฤติหลายจุด แต่ยังไม่เคยถึงขั้นที่ต้องคิดถึงความตายได้มากมายขนาดนี้ จุดนี้ถือว่าสั่นสะเทือนจิตใต้สำนึกได้มากที่สุดก็ว่าได้)
กระบวน การของบีมก็คือ การ “ยอมรับ” ว่าตัวเองเป็นอะไรอยู่ และ “ค้นหา” ว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นคืออะไร ความรู้สึกแบบไหนที่เรากำลังอยู่กับมันในส่วนลึก
พอ เรารู้แล้ว ความเครียด ความกังวล มันจะเริ่มคลี่คลายไปเอง…และเมื่อวินาทีที่เราได้คำตอบให้กับตัวเองนั้น คือวินาทีที่จิตวิญญาณได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นนั่นเอง มันเป็นการเรียนรู้ระดับที่สูงกว่าความรู้ (Knowledge) นั่นหมายถึงว่า บางครั้งคนเรียนจบปริญญาเอกอาจมีเพียงความรู้ แต่ไม่ได้พัฒนาการเรียนด้านจิตวิญญาณ (Wisdom) ก็เป็นได้ คือบีมกำลังจะบอกว่า Wisdom เป็นสิ่งเปิดกว้างให้กับทุกคนที่พยายามค้นหาความจริงของชีวิต ไม่ได้จำกัดด้วยเงินทุนหรือโอกาสทางการศึกษาทั้งสิ้น
เอา ล่ะค่ะ เข้าเรื่องเสียที ว่าเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา บีมได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง ตั้งแต่จุดวิกฤติของจิตจนถึงจุดคลี่คลาย (ณ วันที่ 6 มีนาคม 2554)
1. บีมเรียนรู้ว่าการเกิดกับการตายมันคือสิ่งเดียวกันนั้นเอง คิดเรื่องนี้ทีไรนึกถึงรูปสัญลักษณ์หยินหยาง เพราะเคยเรียนปรัชญาตะวันออกมาก่อนค่ะ ไม่ได้เรียนลึกมากแต่เป็นวิชาที่ชอบมากและจำฝังใจมาถึงทุกวันนี้
2. การตายเกิดได้ทุกวินาทีของชีวิต
3. เรียนรู้ที่จะอยู่กับลมหายใจแห่งปัจจุบันที่มันเข้าออกและส่งผลกระทบต่อร่าง กายอย่างไรบ้าง เมื่อได้ลองสังเกตดูแล้ว ปรากฎว่าหายใจเข้ายาว ๆ มันผ่อนคลายมากมายและเพิ่มสมาธิ ลดความวิตกกังวลและความรู้สึกด้านลบไปในตัว ได้หลายอย่างมากค่ะ และแทนที่เราจะทะเลาะกับใครเวลาอากาศร้อน หายใจยาวนี่แหละช่วยได้ (ข้อนี้ได้จากการอ่านหนังสือ “การปฏิบัติอาณาปานสติ” ของท่านพุทธทาส ภิกขุ แต่ยังอ่านไม่จบหรอก ได้มาเสี้ยวหนึ่งแบบนี้ก็ช่วยได้มากแล้ว)
4. เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรเป็นของเราสักอย่างแม้แต่ร่างกายนี้ แต่ไม่ใช่ว่าเราต้องนิ่งดูดายกับสิ่งต่าง ๆ การมีความรักต่อสิ่งรอบตัวทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นต่างหากที่เป็นสิ่ง สำคัญ เพราะทุกจิตนั้นเกิดมาก็โดดเดี่ยวพอแล้ว การที่เราให้ความรักที่แท้จริงต่อกัน ความปรารถนาดีที่แท้จริงต่อกัน และการช่วยเหลือกันให้ไปสู่การพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นต่างหากที่เป็นสิ่งที่ ควรกระทำต่อกัน
5. ทำทุกวินาทีให้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุดจะช่วยลดความกังวลได้
6. คน สัตว์ และสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าเรานี้ไม่รู้ว่าเราจะได้มาพบกันอีกเมื่อใด ดังนั้น จงมีไมตรีและรอยยิ้มที่ดีให้กับผู้ที่อยู่ตรงหน้า อยู่กับเรา ณ ตอนนั้น ให้เป็นวินาทีที่สวยงามน่าจดจำสำหรับทั้งเขาและเรา (จากบทความที่เขียนโดยท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวถึงการต้อนรับของท่าน ติช นัท ฮัน ที่มีต่อท่าน)
7. เคยอ่าน Secret Magazine ฉบับที่ลงปกว่า “2012 หากศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ” น่าจะประมาณนี้นะคะ ซึ่งพอได้มาอ่านข้อมูลในช่วงหลัง ๆ ก็รู้สึกได้เหมือนกันว่า จริง ๆ แล้วถ้าโลกจะวินาศเนี่ย น่าจะเป็นฝีมือมนุษย์ เป็นความโลภ โกรธ หลงตัวโตของหลาย ๆ ประเทศ หรือแม้แต่ความหลงผิดของผู้นำประเทศ (ไม่ได้ว่าประเทศไหนหรือใครเป็นพิเศษนะคะ พูดโดยรวมค่ะ เพราะผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจทุกอย่าง ดังนั้น อะไรจะไปทางไหนก็อยู่ที่เค้านั่นล่ะ ยิ่งประเทศใหญ่ ๆ ยิ่งต้องน่าระวัง) ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งให้โลกเป็นทุนนิยม บริโภคนิยม เพื่อตอบสนองความร่ำรวยเงินทองอะไรแบบนั้น คือ มันเป็นเรื่องกิเลสล้วน ๆ นะ ยิ่งกิเลสตัวโตและหลาย ๆตัวโตมารวมกันมันก็ยิ่งผลาญทรัพยากรโลกได้เร็ว พอผลาญเสร็จแล้วก็เอาเงินไปสร้างเทคโนโลยีให้ตัวเองอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่ แย่ลงได้ ส่วนโลกที่เป็นบ้านจริง ๆ ที่เป็นดิน น้ำ อากาศที่มันผุพังแล้วก็ให้คนอื่นเค้าอยู่กันไป เป็นต้น
8. แต่เราจะวางไปค่ะ เราจะไม่ไปโกรธอะไรเค้าก็แล้วกัน…แต่สิ่งที่เราพอจะมองเห็นว่าเป็นปัญหา จริงๆ คือ ปัญหาสภาวะอากาศที่แปรปรวนและสุดขั้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และ IT ค่ะ อาจรวมไปถึงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ด้วยที่อานุภาพมันร้ายแรง และอาจมีอย่างอื่นอีกที่เป็นมนุษย์สร้างเพื่อไปรบกวนธรรมชาติอะไรแบบนี้ บีมก็บอกตัวเองว่า สิ่งที่เราทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ปล่อยไป ช่างมันบ้างอะไรบ้าง…
9. สิ่งที่พอทำได้ตอนนี้ก็จะเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานและทรัพยากรจากใจจริง สิ่งที่เริ่มทำไปแล้วก็มีดังนี้ค่ะ
  • ปิดไฟที่ไม่ได้ใช้ ใช้เฉพาะที่จำเป็น
  • เริ่ม ไม่ค่อยเปิดน้ำอุ่นอาบ (ทั้งที่ตัวเองติดน้ำอุ่นมากเพราะขี้หนาว แต่ยอมนะ เพราะในทางธรรมชาติบำบัด การอาบน้ำอุณหภูมิปกติธรรมชาติมันดีกว่าอยู่แล้ว)
  • ถ้าไม่ได้ใช้คอมก็จะปิดเลย ไม่เปิดทิ้งไว้
  • ไปซื้อของ ถ้าไม่ลืมก็จะบอกเค้าว่าไม่ต้องใส่ถุงพลาสติก ถ้าเอากระเป๋าไปก็ใส่กระเป๋า ถ้าอะไรที่ถือได้ก็ถือ
  • พยายาม ให้ลูกกินนมให้หมดขวดที่ชง (ก่อนหน้านี้ถ้าชงเหลือจะคิดว่าไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว จะพยายามสังเกตว่าเค้าควรทานประมาณไหน ณ ช่วงนั้นและจะพยายามชงให้พอดี ให้เค้าทานหมด)
นอกนั้นก็ยังคิดไม่ออก ณ ตอนนี้ แต่ก็พยายามอยู่
จำ ได้ว่าเคยอ่านหนังสือท่านพุทธทาสนานแล้วค่ะ…จำได้ติดตา (แม้จะเป็นการอ่าน) ท่านเขียนว่า ท่านอยู่แบบพยายามที่จะไม่ใช้ทรัพยากรโลกเปลือง ตอนหัวค่ำท่านจะปิดไฟมืดแล้ว เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน จำไม่ได้แล้วว่าท่านเขียนอะไรบ้าง…แต่ว่าประมาณนี้
ที่ น่าคิดคือ บีมก็อ่านเล่มนั้นมาหลายปีได้แล้วนะคะ และเล่มที่ท่านเขียนก็เขียนนานกว่าที่บีมจะได้หยิบมาอ่านหลายปีแน่นอน แต่สิ่งที่ท่านทำในวันนั้น…เป็นสิ่งที่บีมพึ่งจะมามึ้งเอาตอนนี้…ว่าทำ ไปเพื่ออะไร
แต่ก่อนคิดว่า อะไรก็มีให้ใช้มากพอ…แต่ตอนนี้ธรรมชาติสอนให้รู้ว่า ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนนะ
แผ่นดินที่ว่าจะมีพอ ยังแตก ยังแยกได้
น้ำที่ว่าจะพอ ถ้าปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีหรือสารอื่น ๆ มันก็ใช้ไม่ได้แล้ว
อากาศที่ว่าจะมีพอ ถ้าหากมีแต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสารพิษอื่น ๆ มันก็ไม่พอละ
คือ ถ้าเราไม่อยู่กับธรรมชาติแบบเกื้อกูลกัน…ในเมื่อกฎของ “แรงกระทำ = แรงสะท้อน” (ทางวิทยาศาสตร์) แน่นอนว่า เรากำลังได้รับแรงสะท้อนนี่เองล่ะ…
แต่อย่าได้ กังวลค่ะ (บีมก็พยายามบอกตัวเองแบบนี้) ใช้โอกาสนี้เริ่มลงมือ “รักโลก” อย่างจริงใจ “รักคน”อย่างจริงใจ ไม่แบ่งภาค ไม่แบ่งศาสนา ไม่แบ่งเขตกัน…รักเพราะเขาเหล่านั้นทั้งคน สัตว์ สิ่งของ ภูเขา ทะเล เป็นส่วนหนึ่งของโลกเหมือนกับเรา เป็นเพื่อนเวียนเกิดเวียนตายเหมือนเรา…
บีมเชื่อว่าในทุกวิกฤตินั้นมีโอกาส…
แต่โอกาสในครั้งนี้ ไม่ใช่โอกาสที่จะนำมาความร่ำรวยหรือเงินทองมาให้…
แต่มันเป็นโอกาสที่จะทำให้เราได้กลับมาตั้งคำถามสำคัญอีกครั้งว่า
“เราเป็นใคร”
“เราเกิดมาเพื่ออะไร”
และ เมื่อเราได้คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้แล้ว…ขอเพียงแค่ 50% ของประชากรโลกคิดได้แบบนี้ หรือผู้นำประเทศใหญ่ ๆ ดวงตาเห็นธรรมในข้อนี้บ้าง…โลกคงจะเบาขึ้นเยอะค่ะ และเราคงจะช่วยกันแก้วิกฤติได้จริง ๆ
แต่เหล่านั้นไม่สำคัญค่ะ มันสำคัญทีว่า “ทำในสิ่งที่คุณทำได้ ณ สถานที่ที่คุณอยู่ และในสิ่งที่คุณเป็น” (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) ซึ่งถ้าทำดีที่สุด ณ ตรงนั้นแล้ว บีมเชื่อว่า แม้คุณจะต้องตาย ก็ไม่ตายเปล่า ตายอย่างสง่าและมีคุณค่าน่าจดจำนะคะและความดีนี้จะติดตัวคุณไปด้วยค่ะ
หมดเวลาวิตกกังวลและได้เวลามอบความรักให้สรรพสิ่งแล้วค่ะ…
เพราะบีมเองได้ข้อคิดอีกข้อว่า…ทุกข์ใจไป บีมก็หยุดไม่ให้แผ่นดินไหวไม่ได้ค่ะ…
สิ่งที่ทำทุกวันนี้ก็พยายามทำหน้าที่และเตรียมจัดสภาพแวดล้อมไปด้วย เพื่อทีว่าเวลามันไหวจะได้ไม่มีอะไรหล่นตกใส่หัว
มันก็ทำได้เท่านั้นล่ะค่ะ เตรียมตัว เตรียมใจ
สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปทุกข์กับมัน
ก็ทำในสิ่งที่ทำได้…ช่วยกันรักโลกและประหยัดพลังงานค่ะ
มีเว็บ 2 เว็บมาแนะนำค่ะ ไปช่วยกัน Go Green นะคะ
Greenpeace ประเทศไทย http://www.greenpeace.org/seasia/th/
มูลนิธิโลกสีเขียว http://www.greenworld.or.th/
ตอนนี้บีมสนใจโครงการต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ Greenpeace ค่ะ และรณรงค์ไม่ให้ Facebook ใช้พลังงานจากถ่านหิน
มือของเรามีพลังเสมอ ถ้าเราจะทำค่ะ…
คืนนี้ฝันดีค่ะ…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s