Spiritualism VS Materialism จุดแยกที่เด่นชัดตั้งแต่นี้ไป…

Mar 23, 2011

Spiritualism VS Materialism จุดแยกที่เด่นชัดตั้งแต่นี้ไป…

หลังจากที่ได้เริ่มประกาศเจตนารมย์ในการคัดกรองรักษาสิวไป…ทำให้บีมมีเวลา ที่จะนั่งอ่านหนังสือ พิจารณาสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น…โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับเรา…และ โลกทั้งโลกขณะนี้ค่ะ

บีมไม่ขอตั้งตัวเป็นผู้รู้ เพราะยังห่างไกลจากคำนั้นมาก…แต่คิดว่าสิ่งที่เราได้รู้ ได้เข้าใจ ขอให้ได้ถ่ายทอดผ่านบล็อก จะเป็นอะไรที่เรารู้สึกมีความสุขมากอย่างหนึ่ง (คงเกิดมาเพื่อเขียนนี่แหละ เป็น Soul Purpose อย่างหนึ่ง)
สิ่ง ที่ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นจากความผันแปรของสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่เกิดภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นเป็นต้นมา คือ การได้มองเห็นความคิดและจิตในเบื้องลึกของแต่ละคน…ที่แสดงออกมาในยามที่ ความรู้สึก “กลัวตาย” เข้าคุกคาม
บีมเองก็เป็น หนึ่งในคนที่สติแตกในตอนแรกที่ได้อ่านข้อมูลต่าง ๆ อย่างมากมายในช่วงที่เกิดสึนามิที่ญี่ปุ่นและลามไปถึงอากาศหนาวเย็นมากหลัง จากนั้น…
จิตตกอยู่หลายวันจนถึงเมื่อวาน…แต่ก็พยายามบอกตัวเองให้ทำงานต่าง ๆ ไปตามปกติ…
จน สามีกระชากเราให้หลุดจากสภาพจิตตก…แม้เค้าจะศึกษาธรรมะไม่มากเท่าเรา แต่ความที่เค้าพูดออกมานั้น…มันแสดงให้บีมเห็นว่า…เค้าเข้าถึงพุทธะได้ มากกว่าบีมเสียอีก…แค่พูดว่า “ทำไมไม่ทำให้ลูกกับครอบครัวมีความสุข ณ ตอนนี้ล่ะ อยู่ด้วยกันให้มีความสุข ถึงเวลาตายมันก็ตายเองล่ะ”
บีมก็…เออเนอะ…จะมานั่งคิดมากทำแป๊ะอะไรอยู่
ตอนกลาง คืนก็ได้อ่านหนังสือดี ๆ เล่มนึง “หมื่นรู้…มิสู้ปล่อยวาง” โดยเจ้าของบล็อก “กะว่าก๋า” อ่านจนจบ…เป็นการ์ตูนที่ดีมาก ๆ เหมาะกับคนที่สนใจธรรมะนะ แต่ไม่รู้เริ่มจากตรงไหน…
บางอย่าง เราไม่เข้าใจหรอก บีมเองก็ยังโง่ ๆ งง ๆ ในหลายจุด…เพราะปัญญาญาณเรายังไม่ถึงตรงนั้น…แต่เข้าใจว่า เราไปบังคับมันไม่ได้หรอก…มันต้อง “เห็นธรรม” เอง…ซึ่งภาวะเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ในตอนนี้คงจะช่วยทำให้กระบวนการ “เห็นธรรม” ของบีมเร็วยิ่งขึ้น…
การเห็นธรรมไม่ ใช่อะไรที่ยากนะคะ แต่ก็ไม่ได้ง่าย…บีมว่าเป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่เกิดจากการเรียนรู้ ปฏิบัติ ได้เข้าใจในส่วนลึกเลย
ความรู้ เรียนแล้วลืมได้
แต่สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ เราไม่อาจลืมได้เลย ไม่ว่าเราจะเกิดมากี่ภพกี่ชาติก็ตาม
ใน ที่สุดจะตอบคำถามว่า…เราเกิดมาเพื่ออะไร…ซึ่งสิ่งนี้ ถ้าเพื่อน ๆ ค่อย ๆ ศึกษา ปฏิบัติและทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับโลก คงจะได้ค่อย ๆ รู้เองค่ะ ของแบบนี้อธิบายให้เข้าใจได้ยาก…เป็นสิ่งเฉพาะบุคคล
คำตอบของเราไม่มีถูกผิด…เป็นเพียงกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด…ขอให้ตั้งใจ …
เข้าเรื่องนะคะ….จริง ๆ ก็เข้าเรื่องมาตั้งแต่ต้นแล้ว…
เพราะ คนที่มีแนวคิดแบบวัตถุนิยม หรือการเชื่อในวัตถุ เชื่อเฉพาะในสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น นอกเหนือจากนี้จะไม่เชื่อ…
เมื่อ มีแนวคิดเช่นนี้ จะไม่เชื่อเรื่องพลังของจิต…พลังงานที่วนเวียนอยุ่ในโลกใบนี้ และจะมองว่าเรื่องที่มองไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้ ล้วนแล้วแต่ “งมงาย” ทั้งสิ้น
สังเกตมั้ยคะว่า ถ้าแพทย์แผนปัจจุบันที่ไม่เชื่อเรื่องอื่นที่ตามองไม่เห็น…จะบอกว่า…หาสาเหตุของโรคไม่ได้
ใน ขณะที่…ถ้าเป็นแผนบุญนิยม…จะบอกว่า โรคทุกโรคที่ติดตัวเรามา ล้วนเกิดจากเราสั่งสมและทำมา…เป็นโรคที่มีสาเหตุ และแก้ไขไม่ได้ด้วยยารักษาโรคใด ๆ ต้องใช้จิตแก้เท่านั้น…คือการทำจิตให้บริสุทธิ์ ให้เป็นพุทธะ ให้ละวางกิเลส ให้เกิดความรักภายใน…
โรคสิวก็ เหมือนกันค่ะ…บีมใช้แนวบุญนิยมเหมือนกัน แม้จะไม่เต็มร้อย…เพราะก่อนหน้านี้ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ ด้วยความที่เรายังไม่เข้าใจเรื่องของการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น … กับคน…บีมไม่เบียดเบียนอยู่แล้ว เพราะไม่กินเนื้อคน…ไม่ฆ่าคน แต่กับสัตว์ เรามองว่า เค้าต่ำต้อยกว่าเรา เรากับเค้าเป็นสิ่งแยกกัน…เราจึงคิดเบียดเบียนเค้าได้…(แต่ตอนนี้บี มตั้งใจว่า ต่อให้หิวยังไง บีมจะไม่กินเนื้อสัตว์เลยค่ะ…เข้าตลาดแล้วหรือเห็นหมูทอด จะเริ่มเหม็นเอียนๆ แม้กระทั่งปลา บอกแล้วนะคะว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่เรารู้ได้เฉพาะคน…บีมไม่ได้บอกว่าบีมดี กว่าใครนะคะ แต่มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ภายในที่บอกจริง ๆ)
ขณะ นี้ธรรมชาติได้ให้โอกาสเราในการทำความเข้าใจชีวิตใหม่ ทบทวนใหม่ เพราะที่ผ่านมา แม้จะเคยส่งสัญญาณมาบ้างแล้ว แต่เราก็จะสะเทือนแค่ในช่วงนั้น (เช่นสึนามิที่ภาคใต้ พอจบแล้วคือจบกัน…ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากตรงนั้น เศร้าแล้วผ่านเลย แต่สิ่งที่บีมได้รับ ณ ตอนนั้น คือ…ธรรมชาติกวาดล้างกิเลสที่หมักหมมที่ชายหาดค่ะ นอกนั้นตีความกันได้เองเลยนะคะ…บีมไม่ขอเขียนต่อ…)
พอบีมพูดถึงตรงนี้…เมื่อสำรวจไปในใจของคุณ…
บางคนต่อต้าน บอกว่า…ไม่ใช่หรอก…จิตวิญญาณอะไรไม่มีจริงหรอก ธรรมชาติคือธรรมชาติ ยังไงคนก็เหนือกว่า…
บางคนก็เฉย ๆ ก่อน ขอหาข้อมูลเพิ่ม
บางคนคิดตามและอาจคล้อยตามเลย…เพราะอาจมีความคิดและจริตในแนวเดียวกันอยู่แล้ว…
อย่างไรก็ตาม บีมไม่อยากให้เชื่อ…บีมอยากให้พิจารณากันเองมากกว่า…
ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว คุณจะเลือกอย่างไร…มันอยู่ที่บุญวาสนา บุญทำกรรมแต่ง…ว่าจะคิดไปถึงได้จุดไหน ตรงไหน เรียนรู้ได้ถึงไหน…
บีมว่า…การใช้คำว่า กำจัดคนชั่วออกจากคนดี…อาจดูรุนแรงไปหน่อย…
เมื่อมองดี ๆ แล้ว บีมคิดว่า ธรรมชาติไม่มีอะไรดีชั่ว หรือเป็นขาวดำที่ชัดเจน…
มีแต่กระบวนการแห่งการรักษาสมดุลเท่านั้น…
คน ที่คิดแนววัตถุนิยมจะไม่เข้าใจจุดนี้…และจะยังใช้วิธีการเดิม ๆ วิถีชีวิตเดิม ๆ แนวคิดเดิม ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติเพื่อตอบสนองความสุขสบายของ ตัวเอง
คิดว่าตัวเองอยู่เหนือธรรมชาติ และสิ่งต่าง ๆ จะไม่เปลี่ยนแปลง…
ด้วยตรรกะนี้…จะยิ่งทำให้โลกเสียสมดุล
คนที่คิดทำสงคราม คนที่เบียดเบียนคนอื่นไม่ว่าจะด้วยทางกาย ใจ มีมิจฉาทิฐิเป็นที่ตั้ง….พลังความเสื่อมจะเพิ่มขึ้น ๆ ….
ถ้า ภัยพิบัติกระชากจิตใต้สำนึกของความเป็นมนุษย์ผู้ใจสูงของคนเหล่านี้ไม่ ได้…เป็นธรรมดาที่เค้ายิ่งพยายามรักษาสมดุล…โดยไม่ได้เลือกว่าใครดีไม่ ดี…เค้าเพียงแต่ทำหน้าที่ของเค้าในการรักษาสมดุล….
ผู้ ที่ฝึกจิตดีแล้ว…เมื่อเข้าใจสัจธรรมดีแล้ว…จะเริ่มยอมรับในความเปลี่ยน แปลง…มันเป็นเช่นนั้นเอง…และให้มองเค้าไปว่าเรากลัวอะไร…เรากลัวตาย เหรอ เรากลัวคนที่รักตายเหรอ หรือเรากลัวอะไร…
แล้วเราก็มอง ก็ตั้งใจมองทุกอย่างด้วยสายตาที่เป็นจริง มีสติ…ไม่ต้องไปคิดแทนมัน แค่มองก็พอ…
เรื่องแบบนี้ บีมแนะนำว่า ให้หมั่นรักษาศีล ทำทาน ทำแต่สิ่งดี ๆ เราจะมีฐานแห่งความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น
ทำบุญอย่าหวังบุญ…ทำบุญขอให้สุข ณ ขณะนี้ก็พอ…
ให้มองว่า…ความแปรเปลี่ยนของโลก เป็นของธรรมดา…
ภัยพิบัติเป็นของธรรมดาที่ธรรมชาติทำหน้าที่รักษาสมดุล…
มองความตายเป็นเรื่องธรรมดา…
มองให้ทะลุ…ความกลัวในใจ…จนเข้าใจ…
สิ่งสำคัญอยู่ที่มือของเรา…ที่เราจะทำให้โลกนี้มันวิบัติกว่าเดิม…หรือจะทำให้มันเย็นลงได้…
ไม่ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น…เราจะสัญญากับตัวเองว่า เราจะไม่เบียดเบียนกัน…เราจะไม่ทำร้ายกันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรหรืออาหาร เราจะแบ่งปันกัน…ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก หากเราแบ่งปันช่วยเหลือกันได้ก็ควรทำ…
มองง่าย ๆ ว่า…ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยในญี่ปุ่นหลายล้านคนเพียงเวลาไม่กี่วัน…แถมหลาย ครัวเรือนต้องอพยพไปที่อื่น…มีคนนึงให้สัมภาษณ์ว่า…เค้าบอกให้ออกไปจาก ที่นี่…ผมเองยังไม่รู้จะไปอยู่ไหนเลย…
ในวัน หนึ่ง ประเทศไทยอาจเป็นแบบนั้น…แล้วคุณจะทำอย่างไร…คุณจะปิดประตูบ้านไม่ต้อน รับเข้ามาในบ้านของคุณเพื่อแบ่งปันอาหารหรือที่อยู่หรือ?
เมื่อเขาหนาว คุณจะไม่แบ่งปันผ้าห่มที่คุณมีหรือ?
บีมยังคงเชื่อว่า ไม่มีภัยใดน่ากลัวไปกว่าภัยจากจิตของมนุษย์…
มนุษย์ผู้ปกติ…จะมีความรักต่อกัน…ช่วยเหลือกัน…เกื้อกูลกันให้เกิดความเจริญ ไม่ว่าจะยามมีหรือยามยาก…
ผู้ไม่ปกติจะห้ำหั่นกัน เบียดเบียนทั้งตัวเอง คนอื่นและโลก…
เราอย่าเบียดเบียนกันเองเลยค่ะ…ภัยที่กำลังเกิดก็มากพออยู่แล้วที่ทำให้เราทั้งปวงอกสั่นขวัญแขวน…
ใครมีเยอะ…ก็แบ่งไป เหลือแค่พอดีที่เราใช้…
ไม่ใช้ไฟ ใช้น้ำเปลือง…ไม่กินเปลือง…
หัดอยู่แบบเรียบง่าย แบบพอดี…ฝึกใจให้มีเมตตาและเข้มแข็ง…
ฝึกใจให้พร้อมที่จะเผชิญทุกสถานการณ์…และพร้อมตายด้วยจิตอิสระและกล้าหาญ
ณ จุดนี้…บีมนึกไปถึง…คำสอนของท่านพุทธทาส…
แม้เราอยู่ท่ามกลางความร้อน ความวุ่นวาย…ให้หาจุดที่เย็นที่สุดที่อยู่ในตัวเรา แล้วอยู่ตรงนั้น …กับมัน…
คำพูดบีมอาจไม่เป๊ะ ๆ แต่ถ้าเราลองฝึก…ก็น่าจะได้ประโยชน์ไม่น้อยค่ะ…
มองทุกอย่างว่าเป็นของธรรมดา…
ไม่ว่าใครจะเป็น Spiritual ที่เชื่อในเรื่องจิตวิญญาณที่มองไม่เห็น หรือเชื่อในเรื่องวัตถุ…
วันนี้ทุกคนสามารถเริ่มเรียนรู้ความจริงแท้ได้ทั้งนั้นค่ะ…
เรามาเดินไปด้วยกันค่ะ…
เราจะไม่เบียดเบียนกันในยามทุกข์หรือสุข…
เราจะไม่ฆ่ากันเพื่อแย่งกันกินเหมือนเดรัจฉาน…
เราเป็นมนุษย์ผู้มีสติและเมตตา…
เราอดทนได้…
จิตอยู่เหนือกาย…
จิตสุข…เป็นพอ…
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s