สิวกับศีล

เนื่องในวันเข้าพรรษา วันดี ๆ แบบนี้ บีมขอใช้พื้นที่นี้เขียนสิ่งจรรโลงจิตใจเพื่อเป็นการแตกหน่อความคิดให้กับเพื่อน ๆ ที่มีปัญหาหรือไม่มีปัญหาสิวทุกคนได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

มันสืบเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว บีมได้ไปอ่านบทความในนิตยสาร Secret ฉบับต้นเดือนที่ผ่านมานี้เองค่ะ และก็ยิ่งบังเิอิญที่ได้พบว่าบทความนั้นมีการเขียนบางอย่างเกี่ยวข้องกับสิวด้วยค่ะ บีมก็เลยอยากจะนำมาแชร์กันสักเล็กน้อย

ความเชื่อในทางพุทธศาสนานั้น เราสอนกันให้ดูที่เหตุต้นผลกรรม เมื่อเราก่อเหตุเช่นใด ผลย่อมเกิดเช่นนั้น ไม่มีทางที่เราจะหลบลี้หนีกรรมที่ตัวเองเคยทำมาได้ ทั้งดีหรือไม่ดีเราก็ต้องรับทั้งนั้น

ในบทความดังกล่าวได้เขียนแนะนำว่าเมื่อเราไปวัดควรปฏิบัติตัวอย่างไรไม่ให้นำบาปกลับมาด้วยค่ะ และ้ข้อหนึ่งที่เ่ขาเขียนคือ อย่าทำให้วัดสกปรกเลอะเทอะหรือทำให้เสียหาย

ผลกรรมระดับเบา ๆ คือ เป็นสิว เป็นฝ้า เป็นโรคผิวหนัง

ส่วนผลกรรมระดับหนักนั้นจำไม่ใคร่ได้ค่ะ ต้องไปอ่านใหม่

ถ้าคนไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ไม่เชื่อเรื่องของจิตและผลที่จิตสะสมและส่งผลต่อชีวิตเรา ก็ขอให้อ่านไปด้วยใจกลาง ๆ เปิดกว้างไว้ก่อน รับข้อมูลแ้ล้วไปพิจารณาหรือลองสังเกตดูอีกทีค่ะ เพราะพระพุทธองค์ท่านสอนไม่ให้เืชื่อง่าย ๆ อยู่แล้ว ใครต้องการพิสูจน์อะไรก็ตามสบายเลย เอาให้เห็นจริงกับตัวแล้วค่อยเชื่อ

คำอธิบายสิ่งนี้เป็นแบบนี้ค่ะ (ตามความเข้าใจของบีมนะคะ)

วัดวาอารามนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่มีพลังงานบวก มีสิ่งที่เป็นคุณ มีสิ่งที่สูงกว่าเราอยู่ และถ้าหากเราไปทำให้สถานที่นั้นสกปรก เสียหาย แม้จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม การกระทำที่เราทำออกไปนั้น เราถือว่าเป็นพลังงานลบที่มันจะสะท้อนกลับหาเราในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับเจตนาเป็นสำคัญ

ถ้าหากว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่ความเสียหายนั้นมีมาก และไม่เก็บกวาดให้เขา จิตของเราจะบันทึกเลยว่า นี่เราทำสิ่งไม่ดีนะ ทำสกปรกแล้วยังไม่ได้เก็บกวาด แต่เราไม่ทันได้รู้สึกตัวหรอกนะคะ แต่ผลของความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่จิตขณะนั้นได้ถูกบันทึกไว้แล้ว และอะไรก็ตามที่มาสู่่จิตแล้วนั้น เข้าแล้วเข้าเลยค่ะ ยกเว้นมีสติตามทัน

พอเรามีความรู้สึกผิดอยู่ในใจทั้งที่จิตสำนึกเราทำเป็นลืมหรือลืมไปแล้ว แต่ภายในนั้นยังอยู่ครบถ้วน บีมใช้คำว่า “ความรู้สึก” นะคะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของ “ความรู้” ที่มันสามารถลบไปได้เหมือนกับวิชาชีวะ เคมี ฟิสิกส์ที่บีมเคยเรียนอย่างเอาเป็นเอาตายตอนมัธยมปลาย สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้สักวิชาและเข้าหม้อเข้าไหไปหมดแล้ว

แต่ความรู้สึกนี้….มันจะถูกบันทึักและเก็บสะสมไว้ หากไม่แก้ไข สติตามไม่ทัน เราไม่ดูข้างในตัวเองว่ามีความรู้สึกอะไรสะสมในนั้นบ้าง ไม่เคยชำระสะสางบ้างเลย (ไม่ใช่แค่ปล่อยนกปล่อยปลาแล้วจบนะคะ อันนั้นแค่ผิวเอง แก้ไม่ได้หรอก มันต้องแก้ด้วยการเข้าสมาธิ ดูจิตใจต้วเอง มองเห็นว่าอะไรคือเหตุแห่งทุกข์นั้น เข้าใจมัน และถ้าหากคนที่เราเคยทำผิดต่อเขายังมีชีิวิตอยู่ แล้วเรากลับไปซ่อมความสัมพันธ์ ไปขอขมา คือ แก้ให้มันดี เขาให้อภัย กรรมต่อกันมันก็หมด ณ ตรงนั้นเลย มันตัดขาดกันที่ใจที่อภัยได้เท่านั้นเองค่ะ พุทธพจน์ที่สำคัญประโยคหนึ่งคือ การให้อภัยเป็นทานสูงสุด นั่นเอง เพราะจะช่วยตัดความรู้สึกผิดและบ่วงเวรบ่วงกรรมออกจากกันนั่นเองค่ะ) เราก็จะรู้สึกหนัก ๆ เครียด ๆ ซึ่งจิตที่เต็มไปด้วยความรู้สึกลบ พลังงานลบนั้น ถ้ามีมากก็จะส่งผลต่อร่างกายมากเท่านั้นค่ะ

ดังนั้น เขาจึงเสนอว่า หากใครได้ทำความเสียหายหรือทำให้วัดสกปรก ก็ควรที่จะเลือกทำความสะอาดสิ่งต่าง ๆ ในวัด เช่น กวาดลานวัด ทำความสะอาดพระพุทธรูป จัดดอกไม้ใส่แจกันใหม่ ล้างห้องน้ำ เป็นต้น

แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่บีมจะแนะนำให้ทำควบคู่กันไปก็คือ การถือศีีล 5 เป็นอย่างต่ำค่ะ และการหมั่นปฏิบัติเบญจธรรม คือ ธรรมที่ควรปฏิบัติ 5 ประการนั่นเอง เบญจศีีลกับเบญจธรรมเป็นธรรมคู่กันค่ะ บางคนถือศีล แต่ไม่ปฏิบัติเบญจธรรม ก็มักไม่ได้อะไรมากเหมือนกันค่ะ เพราะ ศีลเป็นเพียงการยับยั้งไม่ให้เราทำอะไร ไม่ให้เราเบียดเบียนใคร แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติเบญจธรรมด้วย ก็เหมือนกับเราไม่ได้สร้างบุญกุศลเพิ่มเติมในชีวิตนี้เลย

ซึ่งการถือศีลนั้นสำคัญตรงที่

  1. เป็นธรรมพื้นฐานที่ทำให้เราปลอดภัยจากภยันตรายต่าง ๆ เพราะเราไม่เบียดเบียนใคร จึงไม่มีใครเบียดเบียนเรา
  2. เป็นธรรมพื้นฐานที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ก่อนที่จะเข้าถึงธรรมระดับสูง ๆ ขึ้นไป หากยังไม่ถือศีล 5 ก็ยากที่จะเข้าใจธรรมะขั้นสูงขึ้นไปเพราะถือว่ากิเลสยังหนา ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่
  3. การถือศีลเป็นการเฝ้าสังเกตความคิด จิตและการกระทำของเราให้สะอาด บริสุทธิ์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทำให้เรามีพลังงานบวกเพิ่มขึ้น จิตสงบมากขึ้น และจิตที่สงบนี้เองจะส่งผลถึงภาวะฮอร์โมนและระบบชีวเคมีในร่างกายที่ปรับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น

และในฐานะที่บีมเองได้พยายามถือศีล 5 ทุกวัน และผลแห่งความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณและสรรพสิ่งที่หล่อเลี้ยงบีมจากใจจริง ซึ่งบีมพึ่งเข้าถึงธรรมะข้อนี้ก็เมื่อ 2 ปีที่แล้วที่เริ่มได้ดูแลคุณยายที่เป็นอัลไซเมอร์และช่วยคุณแม่ดูแลโรงสีที่บ้านเกิด โดยที่ตัวเองนั้นอยากไปทำงานที่อื่นใจจะขาด (ณ ตอนนั้น) แต่ด้วยความที่เรารู้สึกว่าตรงนี้ไม่มีใคร ทิ้งไม่ได้ เราก็อยู่และพยายามทำให้ดีที่สุด แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกค่ะว่า นั่นคือธรรมะข้อกตัญญูที่เราได้กระทำไป

หลังจากนั้นมา เมื่อบีมเริ่มศึกษาธรรมะมากขึ้น ปฏิบัติธรรมมากขึ้น (เพราะว่างงาน ไม่มีอะไรทำนอกจากทดลองรักษาสิวตัวเอง เขียนบล็อก ดูแลคุณยายและดูแลโรงสี) ประกอบกับที่เราได้อยู่ดูแลคุณยายและคุณแม่ และยังมีแบบทดสอบบางอย่างที่วัดศีลธรรมและความเป็นมนุษย์ของเรา ที่มาถึงวันนี้ เมื่อบีมมองย้อนไป บีมถือว่าตัวเองสอบผ่านที่ได้ตัดสินใจทำสิ่งเหล่านั้นลงไปค่ะ คิดถึงเมื่อไหร่ก็สุขใจ (เขาเรียกว่าบุญ อะไรที่คิดถึงแล้วทุกข์ใจ เขาเรียกว่าบาป) และในปีที่หมอดูมาทักว่าชีวิตบีมแย่นะปีนั้น แต่บีมกลับรู้สึกว่า มันเป็นปีที่ดีมากต่างหากล่ะ คุณผิดแล้ว…

และยิ่งหลังจากมีเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น จิตของบีมถูกสั่นสะเทือนเป็นอย่างมาก กลัวตาย กลัวภัยพิบัติ และก็จิตตกอยู่พักใหญ่ แต่ในทีุ่สุดก็ตัดสินใจเข้าหาพระธรรมอีกครั้ง เป็นที่พึ่ง…

และบีมก็เริ่มรู้สึกถึงความเืชื่อมโยงระหว่างร่างกายและชีวิตของบีมกับทุกสิ่งรอบตัว จากในโลกจนถึงดวงอาทิตย์และจักรวาลอันกว้างใหญ่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะคนเฉพาะตนค่ะ ถ้าเพื่อน ๆ ปฏิบัติธรรม ถือศีล หมั่นภาวนา คือ ขยัน ๆ ปฏิบัติธรรม เจริญสติ เจริญปัญญา เดี๋ยวก็จะเข้าใจสิ่งที่บีมพูดถึงเอง ไม่ต้องเร่งรัดตัวเอง เพราะทำ ๆ ไป ถ้ามันถูกทาง มันมาเอง…

ยิ่งรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งมากเท่าใด ตัวตนหรืออีโก้ก็ลดลงเท่านั้น

และบีมก็ตัดสินใจไม่กินเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาดมาได้สัก 3 เดือนแล้วมั้งคะ เพราะมันกินไม่ลง เ็ห็นภาพน้องหมูถูกจับยัดใส่กรงบนรถบรรทุกก็สงสาร เขาคงทรมานมาก ๆ

เห็นวัว เห็นควาย เห็นอะไรก็รู้สึกว่าเขามีชีวิตจิตใจ
การที่เรากินเขา ก็เหมือนส่งเสริมให้คนจับเขามาฆ่ามาแกงป้อนเราอยู่ตลอด

ณ ตอนนี้ขอบอกว่าทำไม่ลงจริง ๆ ค่ะ แม้ไม่ได้ฆ่าเอง ก็กินไม่ลง เห็นเนื้อสดที่วางขายก็เห็นไปถึงขั้นตอนเชือด สงสารพวกเขาค่ะ ไม่กล้า…

และบีมสังเกตว่า หลังจากเลิกกินมาสักพักใหญ่ ผิวพรรณดีขึ้นมาก ๆ สิวก็ไม่มีแล้ว
ก็คงจะประกอบกับการล้างพิษใหญ่เดือนที่แล้วด้วยค่ะ

ตอนนี้จึงกล้าบอกทุกคนอย่างมั่นใจว่า

  1. ธรรมชาติของร่างกายสามารถรักษาตัวเองได้จริง
  2. ไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แม้กระทั่งสุขภาพที่แย่และหน้าที่เป็นสิวเรื้อรัง เกรอะกรัง ก็ยังเปลี่ยนได้จริง ๆ เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ค่ะ
  3. คนมีจิตใจดีงามจากข้างใน ผิวพรรณจะดีเอง หากไม่ได้ในชาตินี้ เกิดมาชาติหน้า คนมีศีลมีธรรม มีจิตดีงามจะมีผิวพรรณวรรณะดีค่ะ แม้เกิดมาในตระกูลต่ำ หากเคยจิตงาม ก็จะส่งให้มีผิวพรรณที่ดีได้ค่ะ เพราะมันเป็นผลที่จิตบันทึกเอาไว้ค่ะ ทำแต่สิ่งดีงาม รูปขันธ์ของเราย่อมงามตามไปด้วย

หากบทความนี้จะกระตุ้นให้เพื่อน ๆ หันมาพัฒนาจิตให้ดีงาม ก็ขออุทิศกุศลผลบุญนี้แด่บิดามารดา บรรพบุรุษ ครูอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวร เทวดารักษาตัว และทุกสรรพสิ่ง และขออนุโมทนาทุกท่านที่ตั้งใจจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนับจากนี้ไปนะคะ ไม่ใช่แค่เพื่อผิวที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน แต่เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้นและดีงามตลอดไปค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s