คุณเป็นโรคอุปาทาน “ฉันแข็งแรงและดวงฉันเกิดมาเพื่อทำงาน” หรือไม่

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งหลังจากที่บีมอ่านหนังสือ “เข็มทิศชีวิต” ไปเกือบครึ่งเล่มนั้น คือ ประเด็นที่ว่าคนบางคนทำไมตอนทำงานหนัก ๆ หรือใช้ชีวิตแบบสุดฤทธิ์สุดเหวี่ยงแล้วร่างกายจึงเหมือนสบายดี ไม่ป่วย ไม่อะไรเลย

ตื่นเช้า กินกาแฟกับขนมปัง นั่งทำงาน
กินข้าวเที่ยงทุกเมนูที่ต้องการ นั่งทำงานต่อ
ดื่มน้ำน้อย บ่าย ๆ หิว ดื่มกาแฟเย็นอีกหน่อย
ค่ำ ๆ หิว งานยังไม่เสร็จ สั่งพิซซ่ามากิน ไม่งั้นไม่ต้องกิน ค่อยกินตอนกลับบ้าน
กลับถึงบ้าน หิว หาของหนัก ๆ กินแล้วอาบน้ำ
เล่นเน็ตต่อถึงเที่ยงคืน

…..ว้า ไม่ง่วงซะแล้ว เล่นต่อก็แล้วกัน
นอนตี 2

คุ้น ๆ มั้ยคะ รูปแบบชีวิตประมาณนี้
บางทีคืนวันศุกร์ก็ออกไปปาร์ตี้ก็มี

ทำแบบนี้มานาน ไม่เห็นเป็นอะไร
นี่ล่ะค่ะ เป็นคำถามที่คนเป็นสิวชอบน้อยใจว่า ทำไมเพื่อนมันทำชีวิตตัวเองเสียสมดุลขนาดนั้น มันยังหน้าใสอยู่เลย

แต่บีมอยากให้สังเกตว่า

  • ใต้ตาเขาคล้ำมั้ย
  • เขามีอาการปวดหัว ปวดท้อง ปวดประจำเดือนแรง ๆ หรือไม่
  • เขาต้องกินยาระงับปวด ยานอนหลับ หรือยาบางประเภทหรือไม่
  • ฯลฯ ที่บ่งบอกว่าสุขภาพเขาไม่ดีแต่ไม่เป็นสิว

บีมรับรองว่าร้อยทั้งร้อย ต้องอยู่ในข่ายนี้แหละ แต่แค่ไม่เป็นสิว และ…โอกาสเป็นมีเกินกว่า 70% ในอนาคต

เพราะบีมเองนั้น ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับฟังเรื่องราวสิวมากว่าหลายพันเรื่องของหลายพันคน บีมจึงเข้าใจว่า คนที่เขาไม่เ่คยเป็นในชีวิต เขาจะประมาทกับตัวเอง ใช้ชีวิตแบบสุด ๆ ทำงานหนักสุด ๆ เที่ยวสุด ๆ กินสุด ๆ เป็นเวลาหลาย ๆ ปี

บางคนมาเป็นสิวเอาตอน 30 ปี
บางคนมาเป็นสิวเอาตอน 40 ปี
สิวแบบนี้ไม่ใช่สิวฮอร์โมนค่ะ
เขาเรียกว่า “สิวในผู้ใหญ่” หรือ สิวสุขภาพไม่ดี

ดังนั้น อย่าน้อยใจไปค่ะ เราน่ะโชคดีแล้วที่เป็นก่อนเขา จะได้หาทางรักษาตัวเองตั้งแต่วันนี้เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีกว่าในระยะยาวค่ะ ถ้าเขาไปเป็นตอนอายุเยอะ บางครั้งอาจพบว่ามีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเป็นเยอะแล้วเช่น เป็นโรคตับ โรคไต โรคมะเร็ง เนื้องอก เป็นต้น ก็ต้องใช้พลังงานและเวลามากกว่าเราอีก

คราวนี้เราจะมาพูดถึงเคสที่ว่า ดูเหมือนแข็งแรง แต่พอหยุดพักผ่อนเท่านั้น อาการป่วยจะมาทันที

บีมพบความน่าสนใจในเคสนี้และคำตอบที่ชัดเจนจากหนังสือ “เข็มทิศสุขภาพ” ค่ะ

ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน เขาจะมีการพูดถึง “ระดับพลังงาน” ของร่างกาย
ก็เหมือนกับที่คอมพิวเตอร์ต้องเสียบไฟก่อนจึงจะใช้ได้
ก็เหมือนกับที่รถยนต์ต้องมีน้ำมันและการเผาไหม้จึงจะวิ่งได้

ถ้าไฟตก หรือไฟดับ การทำงานก็ต้องชะงักหรือหยุดลงและสร้างปัญหาให้กับตัวเครื่องได้ ถูกต้องไหมคะ

แ่ต่ระบบแพทย์แผนปัจจุบันเขาไม่มีพูดเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากและอธิบายสาเหตุของปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ดีทีเดียวและทำให้แพทย์จีนสามารถรักษาหลายโรคให้หายขาดโดยที่แผนปัจจุบันที่มีพื้นฐานจากตะวันตกไม่สามารถทำได้

คนที่ดูเหมือนแข็งแรงแต่พอพักแล้วป่วยนั้น เป็นคนที่มีระดับพลังงานที่เรียกว่า “หยินอ่อน”

คำว่าหยินอ่อนนี้จะบ่งบอกถึงพลังงานที่ลดลงมาใกล้ขีดแดงเต็มที คือ พลังชีวิตที่ใช้ในชีิวตประจำมีน้อยมากและหมดลงจนต้องมาใช้พลังงานที่สะสมในร่างกายแทน

ซึ่งโดยปกติแล้ว ร่างกายจะต้องแบ่งพลังงานเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ พลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรมประจำวันและพลังงานที่สะสมอยู่

รูปแบบวิถีชีวิตสมัยนี้นั้นทำให้เวลานอนของเราดึกมากขึ้น และการนอนเปรียบเสมือนการชาร์ตพลังให้ร่างกายนั่นเองค่ะ ยิ่งนอนเร็วพลังยิ่งเยอะ ร่างกายก็จะมีทั้งพลังที่ใช้ในการทำกิจกรรมประจำวันและมีสะสมเอาไว้ใ้ช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในวันนั้นในตอนที่เรานอนหลับด้วย

คราวนี้ คนที่ดูเหมือนแข็งแรง แต่หนังสือเล่มนี้เขาบอกว่า “ร่างกายไม่มีความสามารถที่จะป่วย” (การป่วยหรือการแสดงอาการป่วย เช่น ปวดหัว ปวดหลัง ไอ จาม เป็นหวัด) เพราะร่างกายเขาจะต้องเก็บพลังงานเอาไว้ใช้ในการทำกิจกรรมประจำวันเท่านั้น

ซึ่งถ้าการเจ็บป่วยใด หรือการถูกโจมตีจากภายนอก เช่น การติดเชื้อ การได้รับเชื้อโรคที่ก่อโรค แต่ไม่ถึงขั้นรุนแรง เขาจะปล่อยไปค่ะ ไม่ไปทำอะไร แต่เราน่ะโดนโจมตีไปแล้วและเชื้อนั้นก็อยู่แบบนั้นล่ะค่ะ จนกว่าจะเป็นแรง ๆ นู่นล่ะกว่าที่ร่างกายค่อยเอาพลังมาจัดการ นั่นหมายถึงว่า อวัยวะของเราได้เสียหายไปมากแล้วนั่นเอง

ดังนั้น พวกนี้เวลาเขาทำงานหนัก ๆ หรือใช้ชีวิตหนัก ๆ ไม่ค่อยพักผ่อน ไม่ค่อยชาร์ตพลังให้ตัวเองด้วยการนอนหลับที่เพียงพอ เขาเหมือนไม่ค่อยเป็นอะไรแม้ชีวิตดูหักโหม

แต่ ณ เวลาที่เขาเป็นอะไรขึ้นมา เขาจึงเป็นหนัก เพราะมันมีเชื้อเข้าไปแต่แรกอยู่แล้วแต่ร่างกายไม่ยอมจัดการเพราะพลังงานไม่พอ! จนเป็นเยอะถึงจะมาจัดการค่ะ

และคนกลุ่มนี้ เวลาที่เขาพักร้อน นอนอยู่บ้าน เขาจะเริ่มมีอาการไม่สบายตัวและคิดว่าต้องไปหาหมอและคิดว่าดวงตัวเองเกิดมาเพื่อทำงาน

จริง ๆ แล้วไม่ใช่ค่ะ ทั้งนี้ พอเขาได้้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอและได้ผ่อนคลายแล้ว พลังในร่างกายจะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ และจะเริ่มมีพอไปจัดการกับเชื้อโรคและส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้นตามพลังที่เพิ่มขึ้น ยิ่งถ้าใครล้างพิษ ก็อาจมีไข้้ เป็นหวัด ปวดหัว เป็นสิว ได้ค่ะ ซึ่งถือว่าปกติมาก ๆ และไม่ควรแทรกแซงด้วยการใช้ยา แต่ควรเลือกทานผักผลไม้ ของย่อยง่ายและของมีประโยชน์ คือ รับแต่สิ่งดี ๆ เข้าสู่ร่างกาย หลับให้เพียงพอ และในทีุ่สุดอาการขับพิษก็จะเบาบางลงและร่างกายก็จะกลับมาสมดุลและสุขภาพดีได้ค่ะ

นี่ล่ะค่ะ เหตุผลที่คนกลุ่มนี้ เวลาปกติ จะดูเหมือนแข็งแรง
แต่ถ้าพักผ่อนจะเหมือนป่วยและก็ไปรักษาด้วยยา ซึ่งทำให้แย่ไปกันใหญ่
และ้ถ้าไม่ดูแลตัวเอง ทำงานหนักไปเรื่อย ๆ ในวันหนึ่งร่างกายจะเป็นหนักโดยไม่รู้ตัว และกว่าจะรู้ ในหลายเคสก็สายไปเสียแ้ล้วค่ะ…

มองเห็นหรือยังคะว่า การนอนหลับคือยาวิเศษที่ธรรมชา่ติประทานมาให้มนุษย์เราจริงๆ ค่ะ🙂

คำถาม-คำตอบเรื่องการล้างพิษและขับพิษ

หลังจากที่บีมได้อ่านหนังสือ “เข็มทิศสุขภาพ” ของ Alex Wu ทีแปลโดยคุณ อมร ทองสุก (ขอบคุณจริง ๆ นะคะที่ได้เลือกแปลและเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ออกมา…ธรรมะจัดสรรให้มาเจอจริง ๆ) ไปได้จะครึ่งเล่ม บีมพบคำตอบสำหรับคำถามที่มีมานาน และอยากจะเผยแพร่ให้เพื่อน ๆ ที่ได้ตัดสินใจทดลองรักษาสิวในแบบธรรมชาติบำบัดองค์รวมได้เข้าใจกระบวนการของมันมากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการรักษาสิวด้วยตัวเองและเพื่อสุขภาพที่ดีตลอดไป

จริง ๆ แล้วบีมเคยค้นคว้ามาก่อนค่ะว่า ทำไมพวกเราทุกคนที่ได้เลือกรักษาตัวเองโดยไม่ใช้ยา คือให้ธรรมชาติรักษาตัวเองแทนนั้น จึงต้องขับพิษออกมาก่อน ไม่ขับได้มั้ย เพราะทุกคนรู้สึกว่าเป็นสิวก็แย่พออยู่แล้ว ยังจะต้องขับอะไรออกมาให้มันเแย่กว่านี้อีก

บีมจึงพยายามหาคำตอบมาค่ะ แต่จนแล้วจนรอด บีมเองก็รู้สึกว่ามันก็ไม่เห็นภาพ ไม่ได้คำตอบโดนใจจริง ๆ เสียที

บีมเคยเขียนอธิบายไปแล้วครั้งหนึ่งในบทความเรื่อง “บริษัทตับกำจัดสิว ภาค 2” ค่ะว่า การล้างพิษนั้นมันจะมีพิษต่างๆ ถูกชำระล้างออกมาพร้อมอนุมูลอิสระในกระบวนการด้วย ใครร่างกายอ่อนแอ สารอาหารในตับไม่พอต่อกระบวนการนี้ก็จะโดนจัดหนัก อ่วมหนักตอนล้างพิษอยู่เหมือนกัน และฝรั่งเขาจะเน้นเสริมวิตามินหรือสารอาหารต่าง ๆ ที่ตับต้องใช้ในกระบวนการล้างพิษให้ครบค่ะ หรือแม้กระทั่งจะต้องมีการเตรียมร่างกายให้ได้รับสารอาหารครบและนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอก่อนที่จะทำการล้างพิษเพื่อลดผลข้างเคียงของการล้างพิษให้ได้มากทีุ่สุด

มาวันนี้ อ่านเล่มนี้ บีมเข้าใจแจ่มแจ้ง และจะแถลงไขให้ฟังตามความรู้อันพึ่งประมวลได้ดังนี้ค่ะ

1. ทำไมเมื่อเราล้างพิษแล้ว ร่างกายจะต้องมีการขับพิษออกมา ทำไมต้องมีสิวขึ้นอีก ทำไมรู้สึกไม่สบายเนื้อตัว และจะเลี่ยงไม่ได้เกิดสิ่งนี้ได้หรือไม่

ตอบ บีมขอยกสิ่งที่เขาเขียนในหนังสือเล่มนี้มานะคะ จะเห็นภาพมากกว่า

เมื่อเลือดภายในร่างกายได้เกิดสิ่งสกปรกเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยมากจะมีีความเป็นไปได้อยู่สองประการด้วยกัน หนึ่งคือ ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะภายในเริ่มถดถอยลง ความสามารถในการขับพิษไม่มีความเพียงพอ (สภาพร่างกายของเราก่อนล้างพิษหรือตอนที่เราเป็นสิวอยู่นี่เองค่ะ – บีม) ของเสียที่หลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดจึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ส่วนอีกหนึ่งความน่าจะเป็นคือประสิทธิภาพของอวัยวะภายในได้เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ของเสียที่ถูกอวัยวะภายในขับออกมามีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น อันเหมือนเช่นเวลาที่บ้านเราได้ทำความสะอาดครั้งใหญ่ ปริมาณขยะก็จะมีมากขึ้นอย่างมากมายนั่นเอง (กรณีเริ่มจนถึงหลังล้างพิษนั่นเองค่ะ – บีม)

จุดนี้มีส่วนคล้ายกับระบบน้ำภายในบ้านของเรา เมื่อท่อน้ำมีคราบติดอยู่ เนื่องจากคราบส่วนใหญ่จะติดอยู่ที่ผนังท่ออย่างมั่นคง จึงมีคราบเพียงส่วนน้อยที่ไหลไปตามกระแสน้ำ ด้วยเหตุนี้ น้ำที่ไหลออกมาจึงยังมีความสะอาดอยู่ (ก่อนล้างพิษ เลือดสกปรก แต่ว่าเป็น ๆ หาย ๆ ไม่หายขาดเสียที จะใช้ยาก็ได้แค่ควบคุมอาการ-บีม) แต่เมื่อได้ทำความสะอาดท่อน้ำแล้ว น้ำในเวลานี้ก็จะมีความขุ่นเป็นอย่างยิ่ง (เริ่มและหลังล้างพิษเลือดเราจะมีของสกปรกลอยออกมาเต็มและรอให้ระบบกำจัดของเสียกำจัดออกไป เมื่อออกหมดระบบภายในก็จะดีขึ้น ผิวพรรณอันเป็นส่วนสะท้อนสุขภาพภายในจึงดีขึ้นเป็นลำดับทุกครั้งที่มีการล้างพิษออกไปค่ะ – บีม)

จากหนังสือเข็มทิศสุขภาพ หน้า 13-14

ดังนั้น ทุกคนที่ได้เริ่มรักษาสิวแนวธรรมชาติบำบัดไม่มีใครหนีพ้นอาการขับพิษและต้องยอมรับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาตัวเองของร่างกายที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่งจนกว่าสิวจะหายไปค่ะ ไม่ควรมีข้อต่อรองใด ๆ ในการรักษาร่างกายของตัวเอง และไม่ควรใช้ยาใด ๆ เลยในช่วงระหว่างของการรักษาตัวเองแม้ว่าจะมีอาการเจ็บปวดอวัยวะใด ๆ ก็ตาม ในหนังสือเล่มนี้ แนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเพิ่มพลังเลือดลมให้กับร่างกาย และเมื่อเรามีพลังเพียงพอหรือเต็มที่แล้ว กระบวนการล้างพิษและฟื้นฟูร่างกายจะดีขึ้นเองตามธรรมชาติ ทั้งนี้ในความเห็นของบีมคือ การยึดถือที่นาฬิกาชีวิตเป็นหลัก และนอนประมาณ 3-4 ทุ่มจะเป็นสิ่งที่ดีมาก หรืออย่างแย่ที่สุดก็ไม่ควรเิกิน 5 ทุ่มค่ะและตื่นมาขับถ่ายของเสียทุก ๆ เช้าโดยดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ถ้าใครไม่ค่อยออกก็อาจเล่นท่าโยคะที่ช่วยบริหารหน้าท้อง ช่วยให้ลำไส้ขยับ หรือจะเล่นฮูล่าฮูป บิดเอวไปมา ยืดตัว คือท่าไหนก็ได้ขอให้ส่วนกลางของลำตัวเราขยับเต็มที่ ช่วยบิดขี้เกียจและปลุกน้องลำไส้ใ้ห้ตื่นมาด้วยกันค่ะ

2. จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่

ตอบ ตรงนี้เป็นคำถามยอดฮิต เพราะทุกคนก็ต้องคาดหวังให้มันหายเร็ว ถ้ายิ่งมีพิษออกมาด้วยแล้วยิ่งอยากให้ความแย่ ๆ มันหายไปเร็ว ๆ ใช่ไหมคะ แต่คำตอบที่ตรงไปตรงมาก็คือ เราทำกับร่างกายมาอย่างไร เราต้องยอมรับไปตามนั้น และสร้างเซลล์และพลังให้ร่างกายใหม่ด้วยแนวคิดและแนวปฏิบัติแบบใหม่อย่างไม่ท้อและไม่เหน็ดเหนื่อยจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบให้แน่นอนค่ะ ร่างกายของเรามิใช่หุ่นยนต์แ่ต่เป็นกลุ่มเซลล์อัจฉริยะและมหัศจรรย์ที่สุดในโลก หากพวกเขาได้รับพลังที่เพียงพอจากการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง กระบวนการล้างพิษของเราจะยิ่งเร็วมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

แต่ทั้งนี้ต้องดูด้วยว่า ใครสะสมอะไรมาบ้่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร อากาศ มลพิษ ยา ฮอร์โมน ฯลฯ และแม้แต่มลพิษทางจิตอันหมายถึง ความโลภ โกรธ หลง ถ้ามีทั้ง 2 อย่างอย่างเข้มข้นและรุนแรงก็ต้องใช้เวลานานค่ะ และถ้าถอนพิษทางกายแต่ไม่ถอนความโลภ โกรธ หลงออกจากจิต ก็ยากที่ร่างกายจะดีได้เช่นกันค่ะ เพราะเขาทำงานสัมพันธ์กัน และที่สำคัญ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

สังเกตว่า แม้เราจะดูแลทุกอย่าง perfect แต่ถ้าเราเป็นคนชอบผูกพยาบาท คิดเล็กคิดน้อย ขี้วิตกกังวล ชอบนินทาคนลับหลัง ทุศีลเป็นประจำ ร่างกายก็ไม่สมบูรณ์ 100% ค่ะ จิตที่สั่งสมพลังงานด้านลบจะทำให้ระบบอวัยวะแบบอัตโนมัติเช่น ต่อมไร้ท่ออันส่งผลต่อระบบฮอร์โมนโดยตรงนั้นแปรปรวนและเสียสมดุลง่ายมาก และอาจทำให้นอนไม่หลับ อาหารไม่ค่อยย่อย ส่งผลต่อสุขภาพได้แน่นอนแม้จะดูแลทุกอย่างทางกายภาพอย่าง perfect

บีมอยากฝากว่า “เมื่อเราก่อเหตุที่ถูกต้อง ผลที่ถูกต้องย่อมตามมา”

บีมเองใช้เวลา 7-8 เดือนกว่าจะดีขึ้นแบบเห็นชัดเจนและมากกว่า 1 ปีที่เห็นชัดเจนและสามารถกลับมามีภูมิต้านทานร่างกายที่ดีกว่าเดิมมาก ๆ ทานอาหารได้ทั้งฤทธิ์ร้อนและเย็นเพื่อปรับสมดุลร่างกายตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงค่ะ

คุณปรียานุช ปานประดับเอง เป็นโรคที่ถึงขั้นเดินไม่ได้และหมอดูทายว่าจะเสียชีวิตสิ้นปี เธอเองใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน ที่เธอเริ่มเืชื่อว่าร่างกายของเธอสามารถรักษาตัวเองได้ และเมื่อเธอทำต่อไป ก็กลับมาเดินได้อีกครั้ง

ดูคลิปวิดีโอของคุณปรียานุชในรายการคนค้นคน คลิกที่นี่ ค่ะ

แต่เชื่อไหมคะ ถ้าคุณกลับไปถามหมอที่รักษาคุณตามแพทย์กระแสหลักที่เ่ขาให้คุณกินยาเสมอมา เขาจะบอกว่า วิธีีตามแนวทางธรรมชาติบำบัดนั้นอันตราย วัดผลไม่ได้ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ หลายครั้งหลายคราที่แพทย์แผนไทย จีนและทางเลือกถูกโจมตี แต่ด้วยการที่คนที่เขาเชื่อมั่นได้ทดลองกับตัวเอง ได้พิสูจน์ โดยได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้อง เขาก็เห็นว่าอะไรเป็นอะไรด้วยตัวเอง ดังนั้น อยู่ที่คุณค่ะว่าจะเลือกแบบไหน แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ก็เป็นการตัดสินใจของคุณที่คุณต้องรับผิดชอบผลของมันด้วยตัวเองทั้งสิ้นค่ะ

ประเด็นล้างพิษจะมี 2 คำถามนี้ล่ะค่ะที่สำคัญ เพราะเป็นคำถามของผู้เริ่มต้นหรือคิดจะเริ่มต้น ส่วนผู้ที่เขาได้ทดลองปฏิบัติจนสังเกตเห็นผลได้ด้วยตัวเองแล้วจะเริ่มหมดคำถามต่อความสามารถของร่างกายของตัวเองและหันเข้าหาแนวธรรมชาติบำบัดด้วยตัวเองอย่างแท้จริง และรู้แล้วว่า “อะไรเป็นอะไร” ค่ะ

แต่ทั้งนี้เราไม่ได้ต้องการเป็นปฏิปักษ์กับแพทย์แผนปัจจุบันแบบหัวชนฝา เพียงแต่บีมคิดว่า ถ้าหากแพทย์แผนปัจจุบันเปิดใจกว้าง ลองมองอะไรที่มากกว่าสิ่งที่ตัวเองเรียนและเชื่อ และมองอะไรมากไปกว่าตัวเงินและผลประโยชน์ งานด้านการแพทย์และสาธารณสุขก็คงจะเจริญรุ่งเรืองและได้กุศล ได้ช่วยชีวิตคนมากกว่านี้มาก ๆ ค่ะ

แนะนำคู่มือร่างกายมนุษย์ที่ทุกคนควรมี “เข็มทิศสุขภาพ”

เข็มทิศ สุขภาพ โดย Alex Wu แปลและเรียบเรียงโดย คุณอมร ทองสุก

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “เข็มทิศสุขภาพ” เขียนโดย Alex Wu แปลและเรียบเรียงโดยคุณอมร ทองสุก ต้นฉบับภาษาจีน ครั้งนี้พิมพ์จำหน่ายในไทยเป็นครั้งที่ 3 แล้วค่ะ

บีมพึ่งถอยมาจาก SE-ED ที่ Big C เชียงรายด้วยความบังเอิญเหมือนธรรมะจัดสรร เพราะบีมแค่แวะเข้าไปตั้งใจจะซื้อหนังสือพิมพ์ให้แม่เท่านั้นค่ะ แต่ทำไมก็ไม่รู้ ร้านนี้ดันเอาหนังสือเล่มนี้มาตั้งที่หน้าเคาเตอร์ทำให้บีมมองเห็น เกิดกิเลส หยิบและพลิกดูสารบัญ ปกหน้า ปกหลัง ดูเนื้อหาบทแรก ๆ นิดนึง ก็ตัดสินใจซื้อเลยทั้งที่ตอนนั้นเงินสดไม่พอ กระเป๋าอยู่ที่สามี ต้องวิ่งออกไปเพื่อเอาตังค์มาสมทบเพิ่ม (ดูความตั้งใจค่ะ สุดๆ)

และแล้วพอเอากลับมาบ้าน คุณแม่เป็นหนอนหนังสือ ชอบอ่านหนังสือมาก ๆ ท่านก็อ่านทุกแนว หนังสือสุขภาพก็อ่านเยอะค่ะแต่ท่านไม่ค่อยได้ปฏิบัติตาม จะมีแต่บีมนี่แหละที่เคร่งครัดที่สุดในบ้าน ^^ จริง ๆ ไม่ใช่การบังคับตัวเองหรอกค่ะ มันเป็นนิสัยไปเสียแล้ว และบางอย่างก็เกิดจากจุดของจิตไร้สำนึกบ้าง สำนึกบ้างข้างในว่าจะกินหรือไม่กินอะไร ทำมา 2 ปีกว่าแล้วมันก็ต้องได้อะไรฝังอยู่กับตัวบ้างนะคะ ^^

เรามาเข้าเรื่องหนังสือต่อค่ะ

เล่มนี้โฆษณาด้านหน้าว่า “หนังสือสุขภาพที่สร้างกระแสถล่มทลายด้วยยอดขายกว่า 2,200,000 เล่ม” แถมมีชื่อว่า “The User’s Manual for Human Body” เก๋ไก๋ใช่ย่อย ยังไม่พอค่ะ (คนทำปกนี่เก่งมากนะ เอาจุดหลัก ๆ เด่น ๆ มาตรงกิเลสบีมพอดี) มีประโยคว่า “สุขภาพที่สร้างได้ง่าย ๆ ด้วยสองมือ” แถมท้าย “พิมพ์ครั้งที่ 3”

อืม…บีมคิด…สงสัยไม่ธรรมดา

ดูปกหลัง ยิ่งโดนมากค่ะ (นี่บีมไม่ได้ค่าคอมมิชชั่นเลยนะคะ เชียร์เหมือนจะได้เลย บีมแค่อยากให้ทุกคนสร้างสุขภาพที่ดีได้ด้วยตัวเองเท่านั้น บีมอยากลบคำครหาที่แพทย์แผนสมัยใหม่ชอบตำหนิแผนไทย แผนจีน แผนทางเลือกและอื่น ๆ ค่ะ และก็อยากหาคำตอบบางอย่างเป็นการส่วนตัวตามประสาคนชอบมีคำถามและอยากแสวงหาความรู้ เป็นคนกระหายความรู้เหมือนคนอยากกินขอบที่ชอบประมาณนั้นค่ะ)

ปกหลังมี

  • เทคนิคการสร้างเลือดที่สามารถปฏิบัติได้เอง
  • เทคนิคการยกระดับเลือดลมให้สูงขึ้น
  • วิเคราะห์สาเหตุการก่อเกิดโรคเรื้อรังแล้วพัฒนาวิธีการรักษาแบบบูรณาการ
  • วิธีดูแลโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น (ลดความอ้วนไม่ใช้ยา โรคโลหิตเป็นพิษ – โรคไต นอนไม่หลับหอบหืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ กระเพาะอาหาร ฯลฯ ที่เราได้ยินกันประจำค่ะ)
  • เข้าใจโครงสร้างฮาร์ดแวร์ของร่างกายอย่างบูรณาการ
  • ข้อมูลวิทยาการด้านเส้นลมปราณที่อัพเดทที่สุดในโลก
  • วิธีจัดการกับปัญหาไอเย็นของร่างกาย
  • เข้าใจความแตกต่างระหว่างโรคและอาการ
  • อื่น ๆ

ไม่ธรรมดานะคะเล่มนี้ บีมยังไม่เคยเห็นหัวข้อหนังสือสุขภาพเล่มใดในตอนนี้ที่จะโดนใจบีมได้มากขนาดนี้ เพราะบีมเชื่อว่า เลือดและเลือดลมคือส่วนสำคัญของสุขภาพดี แต่ยังไม่เ่คยเข้าพบพูดคุยกับคุณหมอแผนจีนท่านใดเลย ที่เมืองพานนี้ไม่มีค่ะ หมอจีนเก่ง ๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่กรุงเทพฯ และพยายามหางานเขียนทางอินเตอร์เน็ตมานาน ก็ไม่เจอ (บีมคงมีความสามารถในการหาข้อมูลไม่พอนะคะ เลยไม่เจอ)

และไม่ผิดหวังค่ะ บีมอ่านมาจะครึ่งเล่มแล้ว ก็พบว่าบีมได้คำตอบที่ต้องการเกี่ยวกับสุขภาพทั้งหมด และเหมาะเป็นคู่มือเล่มสำคัญในการอ่านเพื่อรักษาสิวในแนวทางธรรมชาติบำบัดองค์รวมที่เราเชืื่อว่าร่างกายคือสิ่งอัจฉริยะที่มีชีวิตจิตใจและสามารถซ่อมสร้างตัวเองได้ 100% หากคุณรู้วิธี

และการรักษาสิวเรื้ือรังอันเกิดจากสุขภาพให้หายขาดนั้น จำเป็นต้องมีการยกระดับสุขภาพของเราทั้งหมดให้พ้นจากโซนแดง ซึ่งบีมถือว่ามันทั้งร้อน ทั้งแห้งแล้ง เปรียบเหมือนรถบุโรทั่งพลังงานใกล้หมดเต็มที ให้ไปอยู่ในโซนเขียวที่ยืนหยุ่น เย็น สมดุล เหมือนเป็นรถยนต์สมรรถภาพดีพร้อมสำหรับการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของชีวิตอย่างมีคุณภาพต่อไป ไม่เป็นรังของเชื้อโรคอันเป็นอุปสรรคขัดขวางการมีพลังกายพลังใจในการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ เพื่อตนเองและสังคมต่อไปค่ะ

เนื้อหาอาจจะอ่านยากสักนิดหนึ่ง แต่แนะนำให้อ่านหลายรอบในส่วนที่ไม่เข้าใจนะคะ เพราะคนที่พึ่งเริ่มรักษาตัวเองในแนวนี้ จะมีกรอบความคิดของ “การแพทย์แผนปัจจุบัน” หรือ “การแพทย์กระแสหลัก” ค่อนข้างมาก คิดแบบแยกส่วน และยังไม่มองไม่เห็นความสัมพันธ์ของตัวเองกับธรรมชาติ และยังมองไม่เห็นว่าใบหน้าจะเีกี่ยวกับภายในอย่างไร

แต่อยากให้ลองย้อนคิดสักนิดนะึคะว่า ถ้าวิธีที่คุณเคยใช้อยู่มันถูกต้อง อาการที่มีมันต้องหายไป ไม่ใช่ทำได้เีพียง “ยับยั้ง” แต่ต้อง “หายไป” และคุณต้องมีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง

ลองเปิดใจ สังเกต เรียนรู้ ค่อย ๆ ทดลอง ทดสอบจนเห็นจริง

และแนะนำให้อ่านควบคู่ไปกับบล็อกของบีมบล็อกนี้และหนังสือเล่มใหม่ที่คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะวางแผงเดือนหน้านี้นะคะ (สิงหาคม 2554) เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์แห่งการฟื้นฟูสุขภาพและรักษาสิวด้วยตัวเองสูงสุดค่ะ

ขอให้สุขภาพที่ดีและผิวที่สดใสเป็นของคุณตลอดไปค่ะ

สิวกับศีล

เนื่องในวันเข้าพรรษา วันดี ๆ แบบนี้ บีมขอใช้พื้นที่นี้เขียนสิ่งจรรโลงจิตใจเพื่อเป็นการแตกหน่อความคิดให้กับเพื่อน ๆ ที่มีปัญหาหรือไม่มีปัญหาสิวทุกคนได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

มันสืบเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว บีมได้ไปอ่านบทความในนิตยสาร Secret ฉบับต้นเดือนที่ผ่านมานี้เองค่ะ และก็ยิ่งบังเิอิญที่ได้พบว่าบทความนั้นมีการเขียนบางอย่างเกี่ยวข้องกับสิวด้วยค่ะ บีมก็เลยอยากจะนำมาแชร์กันสักเล็กน้อย

ความเชื่อในทางพุทธศาสนานั้น เราสอนกันให้ดูที่เหตุต้นผลกรรม เมื่อเราก่อเหตุเช่นใด ผลย่อมเกิดเช่นนั้น ไม่มีทางที่เราจะหลบลี้หนีกรรมที่ตัวเองเคยทำมาได้ ทั้งดีหรือไม่ดีเราก็ต้องรับทั้งนั้น

ในบทความดังกล่าวได้เขียนแนะนำว่าเมื่อเราไปวัดควรปฏิบัติตัวอย่างไรไม่ให้นำบาปกลับมาด้วยค่ะ และ้ข้อหนึ่งที่เ่ขาเขียนคือ อย่าทำให้วัดสกปรกเลอะเทอะหรือทำให้เสียหาย

ผลกรรมระดับเบา ๆ คือ เป็นสิว เป็นฝ้า เป็นโรคผิวหนัง

ส่วนผลกรรมระดับหนักนั้นจำไม่ใคร่ได้ค่ะ ต้องไปอ่านใหม่

ถ้าคนไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ไม่เชื่อเรื่องของจิตและผลที่จิตสะสมและส่งผลต่อชีวิตเรา ก็ขอให้อ่านไปด้วยใจกลาง ๆ เปิดกว้างไว้ก่อน รับข้อมูลแ้ล้วไปพิจารณาหรือลองสังเกตดูอีกทีค่ะ เพราะพระพุทธองค์ท่านสอนไม่ให้เืชื่อง่าย ๆ อยู่แล้ว ใครต้องการพิสูจน์อะไรก็ตามสบายเลย เอาให้เห็นจริงกับตัวแล้วค่อยเชื่อ

คำอธิบายสิ่งนี้เป็นแบบนี้ค่ะ (ตามความเข้าใจของบีมนะคะ)

วัดวาอารามนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่มีพลังงานบวก มีสิ่งที่เป็นคุณ มีสิ่งที่สูงกว่าเราอยู่ และถ้าหากเราไปทำให้สถานที่นั้นสกปรก เสียหาย แม้จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม การกระทำที่เราทำออกไปนั้น เราถือว่าเป็นพลังงานลบที่มันจะสะท้อนกลับหาเราในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับเจตนาเป็นสำคัญ

ถ้าหากว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่ความเสียหายนั้นมีมาก และไม่เก็บกวาดให้เขา จิตของเราจะบันทึกเลยว่า นี่เราทำสิ่งไม่ดีนะ ทำสกปรกแล้วยังไม่ได้เก็บกวาด แต่เราไม่ทันได้รู้สึกตัวหรอกนะคะ แต่ผลของความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่จิตขณะนั้นได้ถูกบันทึกไว้แล้ว และอะไรก็ตามที่มาสู่่จิตแล้วนั้น เข้าแล้วเข้าเลยค่ะ ยกเว้นมีสติตามทัน

พอเรามีความรู้สึกผิดอยู่ในใจทั้งที่จิตสำนึกเราทำเป็นลืมหรือลืมไปแล้ว แต่ภายในนั้นยังอยู่ครบถ้วน บีมใช้คำว่า “ความรู้สึก” นะคะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของ “ความรู้” ที่มันสามารถลบไปได้เหมือนกับวิชาชีวะ เคมี ฟิสิกส์ที่บีมเคยเรียนอย่างเอาเป็นเอาตายตอนมัธยมปลาย สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้สักวิชาและเข้าหม้อเข้าไหไปหมดแล้ว

แต่ความรู้สึกนี้….มันจะถูกบันทึักและเก็บสะสมไว้ หากไม่แก้ไข สติตามไม่ทัน เราไม่ดูข้างในตัวเองว่ามีความรู้สึกอะไรสะสมในนั้นบ้าง ไม่เคยชำระสะสางบ้างเลย (ไม่ใช่แค่ปล่อยนกปล่อยปลาแล้วจบนะคะ อันนั้นแค่ผิวเอง แก้ไม่ได้หรอก มันต้องแก้ด้วยการเข้าสมาธิ ดูจิตใจต้วเอง มองเห็นว่าอะไรคือเหตุแห่งทุกข์นั้น เข้าใจมัน และถ้าหากคนที่เราเคยทำผิดต่อเขายังมีชีิวิตอยู่ แล้วเรากลับไปซ่อมความสัมพันธ์ ไปขอขมา คือ แก้ให้มันดี เขาให้อภัย กรรมต่อกันมันก็หมด ณ ตรงนั้นเลย มันตัดขาดกันที่ใจที่อภัยได้เท่านั้นเองค่ะ พุทธพจน์ที่สำคัญประโยคหนึ่งคือ การให้อภัยเป็นทานสูงสุด นั่นเอง เพราะจะช่วยตัดความรู้สึกผิดและบ่วงเวรบ่วงกรรมออกจากกันนั่นเองค่ะ) เราก็จะรู้สึกหนัก ๆ เครียด ๆ ซึ่งจิตที่เต็มไปด้วยความรู้สึกลบ พลังงานลบนั้น ถ้ามีมากก็จะส่งผลต่อร่างกายมากเท่านั้นค่ะ

ดังนั้น เขาจึงเสนอว่า หากใครได้ทำความเสียหายหรือทำให้วัดสกปรก ก็ควรที่จะเลือกทำความสะอาดสิ่งต่าง ๆ ในวัด เช่น กวาดลานวัด ทำความสะอาดพระพุทธรูป จัดดอกไม้ใส่แจกันใหม่ ล้างห้องน้ำ เป็นต้น

แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่บีมจะแนะนำให้ทำควบคู่กันไปก็คือ การถือศีีล 5 เป็นอย่างต่ำค่ะ และการหมั่นปฏิบัติเบญจธรรม คือ ธรรมที่ควรปฏิบัติ 5 ประการนั่นเอง เบญจศีีลกับเบญจธรรมเป็นธรรมคู่กันค่ะ บางคนถือศีล แต่ไม่ปฏิบัติเบญจธรรม ก็มักไม่ได้อะไรมากเหมือนกันค่ะ เพราะ ศีลเป็นเพียงการยับยั้งไม่ให้เราทำอะไร ไม่ให้เราเบียดเบียนใคร แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติเบญจธรรมด้วย ก็เหมือนกับเราไม่ได้สร้างบุญกุศลเพิ่มเติมในชีวิตนี้เลย

ซึ่งการถือศีลนั้นสำคัญตรงที่

  1. เป็นธรรมพื้นฐานที่ทำให้เราปลอดภัยจากภยันตรายต่าง ๆ เพราะเราไม่เบียดเบียนใคร จึงไม่มีใครเบียดเบียนเรา
  2. เป็นธรรมพื้นฐานที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ก่อนที่จะเข้าถึงธรรมระดับสูง ๆ ขึ้นไป หากยังไม่ถือศีล 5 ก็ยากที่จะเข้าใจธรรมะขั้นสูงขึ้นไปเพราะถือว่ากิเลสยังหนา ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่
  3. การถือศีลเป็นการเฝ้าสังเกตความคิด จิตและการกระทำของเราให้สะอาด บริสุทธิ์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทำให้เรามีพลังงานบวกเพิ่มขึ้น จิตสงบมากขึ้น และจิตที่สงบนี้เองจะส่งผลถึงภาวะฮอร์โมนและระบบชีวเคมีในร่างกายที่ปรับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น

และในฐานะที่บีมเองได้พยายามถือศีล 5 ทุกวัน และผลแห่งความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณและสรรพสิ่งที่หล่อเลี้ยงบีมจากใจจริง ซึ่งบีมพึ่งเข้าถึงธรรมะข้อนี้ก็เมื่อ 2 ปีที่แล้วที่เริ่มได้ดูแลคุณยายที่เป็นอัลไซเมอร์และช่วยคุณแม่ดูแลโรงสีที่บ้านเกิด โดยที่ตัวเองนั้นอยากไปทำงานที่อื่นใจจะขาด (ณ ตอนนั้น) แต่ด้วยความที่เรารู้สึกว่าตรงนี้ไม่มีใคร ทิ้งไม่ได้ เราก็อยู่และพยายามทำให้ดีที่สุด แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกค่ะว่า นั่นคือธรรมะข้อกตัญญูที่เราได้กระทำไป

หลังจากนั้นมา เมื่อบีมเริ่มศึกษาธรรมะมากขึ้น ปฏิบัติธรรมมากขึ้น (เพราะว่างงาน ไม่มีอะไรทำนอกจากทดลองรักษาสิวตัวเอง เขียนบล็อก ดูแลคุณยายและดูแลโรงสี) ประกอบกับที่เราได้อยู่ดูแลคุณยายและคุณแม่ และยังมีแบบทดสอบบางอย่างที่วัดศีลธรรมและความเป็นมนุษย์ของเรา ที่มาถึงวันนี้ เมื่อบีมมองย้อนไป บีมถือว่าตัวเองสอบผ่านที่ได้ตัดสินใจทำสิ่งเหล่านั้นลงไปค่ะ คิดถึงเมื่อไหร่ก็สุขใจ (เขาเรียกว่าบุญ อะไรที่คิดถึงแล้วทุกข์ใจ เขาเรียกว่าบาป) และในปีที่หมอดูมาทักว่าชีวิตบีมแย่นะปีนั้น แต่บีมกลับรู้สึกว่า มันเป็นปีที่ดีมากต่างหากล่ะ คุณผิดแล้ว…

และยิ่งหลังจากมีเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น จิตของบีมถูกสั่นสะเทือนเป็นอย่างมาก กลัวตาย กลัวภัยพิบัติ และก็จิตตกอยู่พักใหญ่ แต่ในทีุ่สุดก็ตัดสินใจเข้าหาพระธรรมอีกครั้ง เป็นที่พึ่ง…

และบีมก็เริ่มรู้สึกถึงความเืชื่อมโยงระหว่างร่างกายและชีวิตของบีมกับทุกสิ่งรอบตัว จากในโลกจนถึงดวงอาทิตย์และจักรวาลอันกว้างใหญ่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะคนเฉพาะตนค่ะ ถ้าเพื่อน ๆ ปฏิบัติธรรม ถือศีล หมั่นภาวนา คือ ขยัน ๆ ปฏิบัติธรรม เจริญสติ เจริญปัญญา เดี๋ยวก็จะเข้าใจสิ่งที่บีมพูดถึงเอง ไม่ต้องเร่งรัดตัวเอง เพราะทำ ๆ ไป ถ้ามันถูกทาง มันมาเอง…

ยิ่งรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งมากเท่าใด ตัวตนหรืออีโก้ก็ลดลงเท่านั้น

และบีมก็ตัดสินใจไม่กินเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาดมาได้สัก 3 เดือนแล้วมั้งคะ เพราะมันกินไม่ลง เ็ห็นภาพน้องหมูถูกจับยัดใส่กรงบนรถบรรทุกก็สงสาร เขาคงทรมานมาก ๆ

เห็นวัว เห็นควาย เห็นอะไรก็รู้สึกว่าเขามีชีวิตจิตใจ
การที่เรากินเขา ก็เหมือนส่งเสริมให้คนจับเขามาฆ่ามาแกงป้อนเราอยู่ตลอด

ณ ตอนนี้ขอบอกว่าทำไม่ลงจริง ๆ ค่ะ แม้ไม่ได้ฆ่าเอง ก็กินไม่ลง เห็นเนื้อสดที่วางขายก็เห็นไปถึงขั้นตอนเชือด สงสารพวกเขาค่ะ ไม่กล้า…

และบีมสังเกตว่า หลังจากเลิกกินมาสักพักใหญ่ ผิวพรรณดีขึ้นมาก ๆ สิวก็ไม่มีแล้ว
ก็คงจะประกอบกับการล้างพิษใหญ่เดือนที่แล้วด้วยค่ะ

ตอนนี้จึงกล้าบอกทุกคนอย่างมั่นใจว่า

  1. ธรรมชาติของร่างกายสามารถรักษาตัวเองได้จริง
  2. ไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แม้กระทั่งสุขภาพที่แย่และหน้าที่เป็นสิวเรื้อรัง เกรอะกรัง ก็ยังเปลี่ยนได้จริง ๆ เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ค่ะ
  3. คนมีจิตใจดีงามจากข้างใน ผิวพรรณจะดีเอง หากไม่ได้ในชาตินี้ เกิดมาชาติหน้า คนมีศีลมีธรรม มีจิตดีงามจะมีผิวพรรณวรรณะดีค่ะ แม้เกิดมาในตระกูลต่ำ หากเคยจิตงาม ก็จะส่งให้มีผิวพรรณที่ดีได้ค่ะ เพราะมันเป็นผลที่จิตบันทึกเอาไว้ค่ะ ทำแต่สิ่งดีงาม รูปขันธ์ของเราย่อมงามตามไปด้วย

หากบทความนี้จะกระตุ้นให้เพื่อน ๆ หันมาพัฒนาจิตให้ดีงาม ก็ขออุทิศกุศลผลบุญนี้แด่บิดามารดา บรรพบุรุษ ครูอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวร เทวดารักษาตัว และทุกสรรพสิ่ง และขออนุโมทนาทุกท่านที่ตั้งใจจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนับจากนี้ไปนะคะ ไม่ใช่แค่เพื่อผิวที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน แต่เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้นและดีงามตลอดไปค่ะ

กฎเหล็ก 12 ข้อสำหรับการบอกลาสิวอย่างถาวร

กฎเหล็ก 12 ข้อสำหรับการบอกลาสิวอย่างถาวร

 บี มได้ไปเจอบทความที่มีประโยชน์และแตกต่างอย่างมากจากคำอธิบายและความพยายามทำ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสิว เซลลูไลท์ และน้ำหนักเกินที่ได้รับรู้มาตั้งแต่เด็กค่ะ เป็นคำอธิบายที่มีเหตุมีผลมากค่ะ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างยาว แต่บีมเลือกอ่านเฉพาะสิวก่อน เพราะเป็นปัญหาหลักของบีมมาหลายสิบปีแล้ว หากเพื่อน ๆ อยากลองเข้าไปอ่านกันดู ไปที่ http://www.freeacnebook.com/contents.htm

หลังจากได้ลองทำตามอย่างจริงจังและได้จดบันทึกอย่างละเอียด เพียงแค่ 2 วัน อาการสิวเริ่มดีขึ้นจริง ๆ ค่ะและมีแนวโน้มจะหายขาด

หาก เพื่อน ๆ ใจร้อน ยังไม่อยากอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนนี้ ให้ทำตามกฎเหล็ก 12 ข้อที่บีมแปลมาก่อนนะคะ ทำ 2 สัปดาห์ อดทน 2 สัปดาห์หลังจากนั้น เมื่อผิวไร้สิวแล้ว ค่อย ๆ ลองเพิ่มอาหารที่ทานอยู่ในชีวิตประจำวัน หากตัวไหนที่ทานแล้วสิวไม่ขึ้นก็ทานต่อไปค่ะ แต่ตัวไหนที่สิวขึ้น ก็ไม่ต้องกินตลอดอีกเลยชาตินี้ ^^

เค้าเปรียบสูตรนี้ว่าเป็นสูตร เพื่อนำผิวไปสู่โซนปลอดภัยสูงสุด นั่นคือ ร่างกายเราจะสะอาดสุด และไม่มีภาวะสิว และหลังจากนี้ที่มันหายแล้ว เวลาเราทานอะไร เราจะได้รู้สาเหตุค่ะว่าอะไรที่ทำให้เราสิวขึ้น มาดูกันเลยนะคะ

1. คุณผู้หญิงควรทานไข่แดงดิบวันละ 2 ฟองหรือปลาดิบสดอย่างน้อย 50 กรัมต่อวัน ถ้าหากคุณเป็นผู้ชายสูง คุณควรทานปลาดิบสดวันละ 100 กรัมหรือไข่แดงดิบ 5 ฟอง แ่ต่ถ้าหากสูงน้อยหน่อย ให้ทานไข่แดงดิบ 3 ฟองหรือ ปลาดิบสด 60 กรัม นี่ เป็นเพราะว่าโปรตีนที่เหลือใช้สามารถไปเพิ่มระดับโปรตีนในเลือดได้ และเนื่องจากระดับโปรตีนในเลือดมีความผันผวนสูง ตั้งแต่ 100% (อะลานีน) จนถึง 900% (ซีสทีน) ซึ่งระดับโปรตีนในเลือดที่สูงมากดังกล่าวจะไปเพิ่มระดับโปรตีนในชั้นผิวหนัง แท้ ทำให้ผิวหนังกักเก็บน้ำไว้มากในช่วงระยะเวลาหนึ่งซึ่งจะไปบีบหรือกดทับท่อไข มันให้ีตีบลง

2. คุณไม่ควรจะออกกำลังหรือใช้พลังงานมากอย่างน้อย 1.5 ชั่วโมงหลังจากทานไข่แดงดิบหรือปลาสดดิบเข้าไปทุก ๆ ครั้ง

3. คุณควรจะทานลูกนัทบราซิล (ปอกเปลือกออกด้วยมือเท่านั้น) อะโวคาโด หรือทานสลัดน้อยคำที่ราดด้วยน้ำมันมะกอกในจำนวนที่เพียงพอหลังจากที่คุณทาน ผลไม้หรือน้ำผลไม้สดทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ (ดังในคู่มือ: ทานไขมัน 1 กรัมโดยประมาณต่อแป้งหรือน้ำตาล 2 กรัม)

4. ถ้าหากคุณต้องการทานผลไม้ สลัดและปลาดิบสดในมื้อเดียวกัน ให้ทานผลไม้ก่อน ต่อด้วยสลัดและตบท้ายด้วยปลาดิบสด เพื่อป้องกันอาการปวดท้องอย่างกะทันหัน กรดในกระเพาะ หรือ การบวมแก๊ซในลำไส้

5. น้ำผลไม้จากการคั้น (เช่นน้ำส้มคั้น) หรือจากเครื่องสกัดน้ำดีต่อการบริโภค แต่คุณไม่ควรที่จะปั่นโดยใช้เครื่องปั่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนทำกล้วยปั่น)

เนื่อง จากใบมีดของเครื่องปั่นที่หมุนด้วยความเร็วสูงนั้นจะทำให้เกิดความร้อนใน ระดับโมเลกุลซึ่งจะเป็นโมเลกุลที่ทำให้เกิดปัญหาสิวขึ้นได้

6. ลักษณะการทานเช่นนี้ คณไม่ควรทานน้อยครั้ง แต่จะต้องทานบ่อยครั้งมากขึ้น อย่างน้อยจะต้องทาน 9 มื้อต่อวัน ไม่เช่นนั้นแล้ว คุณจะทานน้อยเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามในที่สุด (อ่อนเพลีย, มวลกล้ามเนื้อลด อารมณ์หดหู่)

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความจริงที่ว่า โดยปกตินั้น อาหารที่ปรุงขึ้น ข้าวสาสีและผลิตภัณฑ์จากนมทั้งหลายมักจะมีสารเพิ่มความอยากอาหาร(เบต้า-คาโบ ไลน์, opioid peptides) และอาหารในสูตรรักษาอาการสิวนี้ไม่มีสารที่ว่านั้น คุณจึงมีแนวโน้มที่จะกินน้อยมากถ้าหากคุณไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของ คุณให้เหมาะสม

ถ้าคุณมีปัญหาว่าได้รับพลังงานไม่เพียงพอ คุณควรจะดื่มน้ำผลไม้มากขึ้น (น้ำผลไม้คั้นหรือจากเครื่องสกัด) แทนการทานผลไม้ทั้งผล (ใยอาหารในผลไม้ทั้งผลจะยับยั้งความอยากอาหารของคุณ)
7. ในช่วงที่คุณทานอาหารในโปรแกรมนี้ คุณไม่ควรใช้ยาเฉพาะที่ หรือการรักษาด้วยฮอร์โมนใด ๆ เลย (ทุกอย่างค่ะ เช่น Murrad, differin เป็นต้น) เนื่องจากว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้อาการสิวแย่ลง (ไปดูที่แฟ้มเก็บเอกสารของบอร์ดสนทนาออนไลน์) คุณ ต้องหยุดการทานยาปฏิชีวนะทุกชนิด 2 สัปดาห์ก่อนที่คุณจะเริ่มการทานอาหารในโปรแกรมนี้ เพราะตัวยาปฏิชีวนะนั้นทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของคุณอ่อนแอลง ซึ่งจะเป็นอันตรายเมื่อคุณต้องทานไข่แดงดิบหรือปลาสดดิบ
8. ในช่วง 2 สัปดาห์ของการทานอาหารแบบนี้คุณจะต้องไม่ใช้ครีมบำรุงผิวใด ๆ เนื่องจากครีมบำรุงผิวมีสารเคมีที่จะถูกดูดซึมเข้าไปในชั้นผิวหนังแท้และไป ดึงดูดน้ำเข้ามาซึ่งจะทำให้มีแรงกดดันจากน้ำในชั้นผิวหนังแท้เพิ่มขึ้น และมันจะไปกดทับหรือบีบท่อไขมัน และสิวจะยิ่งขึ้นถ้าหากร่างกายของคุณผลิตไขมันมากอยู่แล้ว

เพื่อปก ป้องผิวชั้นนอกของคุณจากการสูญเสียความชุ่มชื้น คุณควรจะมาใช้น้ำมันเพียงแค่หยดหนึ่ง (ซึ่งมีวิตามินอีต่ำ เนื่องจากวิตามินอีจะไปเร่งการผลัดเซลล์ผิวออกไป ห้ามใส่น้ำมันมะกอกเด็ดขาดค่ะ) และทาไปทั่วหน้า (ผิวหน้าควรจะหมาด ๆ ค่ะ) หลังจากที่คุณทำความสะอาดด้วยโลชั่นทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน

อย่าง ไรก็ตาม ในผู้หญิงบางคน ผิวไม่สามารถจะตอบสนองต่อน้ำมันได้ดีนัก ดังนั้นจึงควรเริ่มอย่างระมัดระวัง โดยทาเพียงแค่ส่วนเดียวของหน้าก่อน ถ้าหากว่าไม่มีอาการผิดปกติหรือผื่นแพ้ใด ๆ ภายในหนึ่งสัปดาห์ คุณก็สามารถทาได้ทั่วหน้า

9. อย่าล้างหน้าด้วยน้ำประปา แต่ให้ล้างด้วยน้ำแร่ขวดที่มีปริมาณแร่ธาตุต่ำ สารเคมีในน้ำประปาจะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่คล้ายกับอาการแพ้ซึ่งจะทำให้ท่อ ไขมันถูกบีบ คลอไรด์ส่วนเกินและแร่ธาตุต่าง ๆ ในน้ำประปาจะทำให้ผิวแห้งซึ่งจะทำให้เกิดการลอกเป็นแผ่นบนหน้า คุณไม่จำเป็นต้องซื้อขวดพ่นสเปรย์สำหรับหน้าโดยเฉพาะ สามารถใช้ตัวฉีดแบบเดียวกับที่ฉีดพืชได้โดยใส่น้ำแร่แร่ธาตุต่ำในนั้น และคุณก็สามารถดื่มน้ำแร่นี้ได้ด้วยค่ะ

10. คุณต้องไ่ม่ทานอาหารเสริมใด ๆ ในช่วงที่ทานอาหารในโปรแกรมนี้ เนื่องจากว่าอาหารเสริมส่วนใหญ่มีส่วนผสมที่กระตุ้นให้เกิดสิว (เช่นเจลาติน) การทานอาหารในรูปแบบนี้ก็ทำให้คุณได้สารอาหารครบถ้วนแล้ว แต่ถ้าหากว่าคุณทานมังสวิรัติ คุณก็ควรจะต้องทานวิตามิน B12 ควบคู่ไปด้วย
11. กฎเหล่านี้มีไว้เพื่อกันไม่ให้มีสาเหตุแห่งการเกิดสิว (ยกเว้นความเครียดที่ห้ามยาก) การไม่ปฏิบัติตามกฎไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ถ้าหากคุณทำผิดกฎไปสักข้อหนึ่งในช่วงโปรแกรมนี้ คุณจะต้องนับหนึ่งใหม่

12. เป็นการดีที่สุดที่คุณจะเขียนบันทึกประำจำวันในช่วง 2 สัปดาห์นี้ว่าคุณทานอะไรบ้างและสภาพผิวเป็นอย่างไรบ้าง จะทำให้คุณสามารถวิเคราะห์ได้ว่ามีสิ่งใดที่อาจทำให้คุณไ่ม่ประสบความสำเร็จ ตามที่คาดหวัง

หลังจาก 2 สัปดาห์คุณจะเห็นผลชัดเจนมาก (แน่นอนถ้าหากคุณปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด) และคุณจะมั่นใจ 100% ว่าการทานในลักษณะนี้ได้ผลกับคุณแน่นอน จากนั้นคุณก็อาจจะทดลองด้วยตัวเอง (ว่าทานอะไรแล้วสิวขึ้นหรือไม่ขึ้น เพื่อเพิ่มเมนูเข้าไปในรายการอาหารของคุณค่ะ) หรือคุณสามารถไปอ่านหนังสืออ่านฟรีของเราได้เพื่อเรียนรู้ว่าสาเหตุที่แท้ จริงของสิวคืออะไร หรือหาคำแนะนำ จะรักษาการรับประทานอย่างไร และตำรับอาหารอื่น ๆ ที่เอร็ดอร่อยอีกมากค่ะ

คุณก็ทำได้!!!ขอบคุณบทความและความทุ่มเทของ Wai http://www.freeacnebook.com/SampleDiet.htm ที่ทำให้คนหลายคนหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งการใช้ยา ^^

หากเพื่อน ๆ มีคำถามให้ comment เอาไว้หรือ จะส่งเมลมาหาได้ที่ rinyabhatr@gmail.com นะคะ หากตรงไหนที่บีมตอบไม่ได้ จะไปหาคำตอบมาให้ได้ค่ะ

ถ้าหากว่าทำแล้วได้ผล บอกต่อด้วยนะคะ อนุโมทนาบุญล่วงหน้าค่ะ ^^

บทแปลนี้สงวนลิขสิทธิ์ค่ะ เพราะแปลเอง สามารถเอาไปบอกต่อกันได้ แต่ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ค่ะ

คำยืนยันจากผู้ที่ปฏิบัติตามสูตรของ Wai

Aug 10, 2009

คำยืนยันจากผู้ที่ปฏิบัติตามสูตรของ Wai

Jenna ;Juli-01, 2001, after 4 days
เจนน่า: กรกฎาคม 2001 หลังจากทานได้ 4 วัน

I have been following the sample diet for four days now, and my skin is beginning to take on a smoother, softer texture and a healthier glow.
ฉันได้ทำตามสูตรการทานของคุณมา 4 วันแล้ว และผิวของฉันเริ่มนุ่มขึ้น ผิวละเอียดขึ้น และเปล่งประกายสุขภาพดีมากขึ้นค่ะ

The previous eruptions are healing, and the only new acne I have are a couple of small bumps that began on the second day.
สิวที่อักเสบขึ้นมาตอนนี้กำลังดีขึ้นแล้ว และสิวที่ขึ้นมาใหม่มีเพียงแค่สองเม็ดเล็ก ๆ ที่ขึ้นในวันที่ 2 เท่านั้นเองค่ะ

I know that it takes three days for the food to reach your skin.
ฉันรู้ว่ามันต้องใช้เวลา 3 วันกว่าที่อาหารจะมาถึงยังผิวของคุณ

Also, from my own research, it takes a while to cleanse the system entirely, and old undigested foods and toxins can remain in the colon for a longer period of time.
นอก จากนี้ จากการค้นคว้าของฉันเอง มันต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งในการทำความสะอาดระบบร่างกายทั้งหมด และอาหารที่ไม่ถูกย่อยเก่า ๆ และพิษต่าง ๆ นั้นมันสามารถสะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ได้เป็นเวลานาน

The colon cleanses itself in layers, so it takes longer than three days to get a clean system.
ลำไส้ใหญค่อย ๆ ทำความสะอาดตัวเองในแต่ละชั้น ดังนั้น มันอาจจะใช้เวลามากกว่า 3 วันในการทำความสะอาดทั้งระบบ

Anyway, so far I am very happy with the results on Wai’s diet.
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ทำมา ฉันรู้สึกมีความสุขมาก ๆ กับผลลัพธ์จากการทานอาหารตามสูตรของ Wai

My shoulders and upper back are healing very fast.
ไหล่ทั้ง 2 ข้างและหลังส่วนบนของฉันได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

Maintaining this diet is a very small price to pay for the results I am beginning to see, not to mention, my energy feels very fresh and alive!
การ กินตามสูตรนี้เป็นการลงทุนที่น้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ฉันเริ่มมองเห็น สิ่งที่ฉันยังไม่ได้พูดถึงคือ ฉันรู้สึกสดชื่นและมีชีวิตชีวาขึ้นมากค่ะ

I will continue to post my results on here as my experience on the diet progresses.
ฉันจะมาโพสต์ผลจากการทานตามสูตรนี้

Like many of you, I have had calm periods before another storm, so time and dicipline to stay on the diet will reveal all.
ฉัน ก็เหมือนกับพวกคุณล่ะค่ะ ฉันได้พบช่วงเวลาที่ดีหลังจากผ่านช่วงเลวร้ายมาแล้ว ดังนั้น เวลาและวินัย(ในการกิน – ผู้แปล) จะเปิดเผยทุกอย่างเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.freeacnebook.com/results.htm#001

สงวนลิขสิทธิ์การแปลนะคะ ^^ เผยแพร่ได้ แต่ห้ามนำไปใช้เิชิงการค้าค่ะ ขอบคุณค่ะ

คำยืนยันจากผู้ปฏิับัติตามสูตร(2)

คำยืนยันจากผู้ปฏิับัติตามสูตร(2)

Veronica2

Started breaking out at age 11. By 15, had small pimples all over my face, and began antibiotics which I took over a 15-year period (stronger and stronger doses of tetracycline, erythromycin and, finally minocycline).
ฉัน เริ่มเป็นสิวตั้งแต่อายุ 11 ปี ตอนอายุ 15 ปี ฉันมีสิวเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นทั่วหน้า และเริ่มกินยาปฏิชีวนะมาเป็นเวลาทั้งหมด 15 ปี (ยาแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ tetracycline, erythromycin และสุดท้าย minocycline)

During that period, I was also on the birth control pill (for it’s original intent) for two, one-year periods. The first round my skin got better while I was on it, the second time I ended up with cystic acne (and no period for 2 years).
ใน ช่วงระยะเวลานั้น ฉันก็ทานยาคุมด้วยรวมทั้งหมดก็ 2 ปี ครั้งแรกที่ทาน ผิวของฉันดีขึ้น แต่ครั้งที่ 2 ฉันกลับมีสิวหัวช้าง และประจำเดือนไม่มาอีก 2 ปี

10 years later, I took Accutane after which my acne was no longer cystic, but I still had at least 20 pimples every day on my face, as one healed another would take it’s place.
10 ปีหลังจากนั้น ฉันกินแอคคิวเทนซึ่งฉันไม่เป็นสิวหัวช้างอีกแล้ว แต่ว่ายังมีสิวหนองประมาณ 20 เม็ดบนหน้าทุก ๆ วัน และถ้าเม็ดหนึ่งหาย อีกเม็ดก็จะขึ้นมาอีก

I also, during PMS, would get pimples on my chest and back . This level of acne continued throughout my adult life.
ในช่วงมีประจำเดือน ก็จะมีสิวขึ้นที่แผ่นอกและแผ่นหลัง ซึ่งมันก็เป็นแบบนี้เรื่อย ๆ ตลอดช่วงชีวิตผู้ใหญ่ของฉัน

Being frightened of what the drugs had done to my body, I decided to just stick to topicals – Retin-A, glycolic peels, glycolic home care for years, SAV peels given at a salon (same at the Skin Culture Peel you tried), benzoyl peroxide, salicylic acid, Acne Statin, Pro-Activ, Murad, Serious Skin Care, blah, blah, blah.

ด้วย ความที่ฉันกลัวว่ายาจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของฉัน ฉันตัดสินใจเลือกใช้เฉพาะแค่ตัวสำคัญ ๆ เท่านั้น เช่น เรติน A, glycolic peels, และผลิตภัณฑ์ glycolic อื่น ๆ เป็นเวลาหลายปี การลอกหน้าแบบ SAV ที่ร้านเสริมสวย (เหมือนกับที่คุณทำในคลินิก) เบนซอยด์เปอร์ออกไซด์ กรดซาลิไซลิก Acne Statin, Pro-Activ, Murad, และผลิตภัณฑ์สำหรับสิวอื่น ๆ อีกมากมาย

I tried every crazy mix of supplements and herbs. Then homeopathy. I tried all kinds of diets, including that Acne Miracle. I did read it all, and applied it religiously, it didn’t work at all, and, like Branka, had no luck getting a refund, or even a reply to my emails.

ฉันลองอาหาร เสริมและสมุนไพรหลาย ๆ อย่าง (แบบมั่วๆ) จากนั้นก็มาเป็น homeopathy ฉันลองกินทุกอย่าง รวมไปถึง Acne Miracle (ดูในgoogle แล้วเหมือนเป็นเครื่องสำอางค์รักษาสิวอย่างหนึ่งค่ะ – บีม) ฉันอ่านมาหมดแล้ว และได้ลองทำอย่างจริงจัง แต่มันไม่ได้ผลเลย และก็เหมือนกันกับ Branka (คงเป็นเครื่องสำอางค์เช่นกัน) ฉันไม่ได้เงินคืน หรือแม้แต่จดหมายตอบอีเมลที่ฉันส่งไป

No kind of cleansing helped my acne. I did two liver flushes, a kidney cleanse and numerous colon cleanses. Two years ago, I did a kind of elimination diet for my asthma, which also reduced my acne, but the best I could do on that was 90% clear, and I really didn’t understand why I couldn’t get it completely clear until I met Wai on this board.

ไม่ มีผลิตภัณฑ์ตัวไหนเลยจะช่วยรักษาสิวของฉันได้ ฉันทำการล้างตับ 2 ครั้ง ล้างไต และล้างลำไส้ หลังจากนั้นสองปีผ่านไป ฉันต้องทำการจำกัดอาหารเพื่อรักษาอาการหอบหืด ซึ่งมันทำให้สิวลดไปด้วย แต่มันทำให้สิวของฉันหายไป 90% ฉันไม่รู้ว่าทำไมมันยังไม่หายหมดจนกระทั่งมาพบกับคำแนะนำของ Wai ที่นี่ค่ะ

I don’t think Wai’s diet is a cleansing diet, it works because you learn to stop putting things into your body that cause acne. She doesn’t prohibit supplements at all, but if you read her book, you will understand how ill-advised they are for your health. She doesn’t claim to cure acne, just to put you in control of you acne so you can make it disappear 100% whenever you desire. Nothing else has ever done this for me.

ฉันไม่คิดว่าการสูตรอาหาร ของ Wai เป็นการทานเพื่อทำความสะอาด มันได้ผลเพราะว่าคุณได้เรียนรู้ว่าจะหยุดเอาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์เข้าสู่ ร่างกายของคุณและเป็นตัวที่ทำให้เกิดสิวได้ เธอไม่ได้ห้ามถ้าคุณจะทานอาหารเสริมเลย แต่ถ้าหากคุณอ่านหนังสือของเธอแล้ว คุณจะเข้าใจว่ามันส่งผลต่อสุขภาพของคุณอย่างไร เธอไม่ได้บอกว่ามันจะรักษาสิว เพียงแต่ทำใ้ห้คุณสามารถควบคุมให้สิวหายไป 100% เมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณต้องการ ไม่เคยมีอะไรทำให้ฉันได้แบบนี้มาก่อนเลยค่ะ

ข้อสังเกต ร่าง กายของคนไข้สิวคนนี้ผ่านยามามากก็จริง แต่มีช่วงหนึ่งที่เธอรักษาโรคหอบหืดและต้องควบคุมเรื่องอาหาร และสิวเริ่มหายไปแล้วกว่า 90% นั่นแสดงว่า ร่างกายของเราสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ค่ะ นี่เ็ป็นข่าวดีของคนหาหมอและทานยามานาน และก่อนที่เธอจะมาเจอสูตรอาหารของ Wai ร่างกายเธอผ่านการทำความสะอาดมาแล้วรอบนึง ทั้งตับ ไตและลำไส้และยังทานอาหารมีประโยชน์อีก เพราะฉะนั้น เมื่อเธอมาใช้สูตรอาหารของ Wai สิวจึงหายสนิทได้ในเวลาไม่นาน

บีมจึง อยากแนะนำเพื่อน ๆ ว่า หากร่างกายเรายังไม่เคยทำความสะอาด ผักผลไม้ไม่ค่อยกิน กินแต่เนื้อ แป้งขัดขาว ไม่ออกกำลัง กินแต่กาแฟ ฯลฯ นอนดึก ตื่นสาย ฯลฯ ก่อนมาทานสูตรของ Wai และอยากให้หายเร็วขึ้น ควรจะต้องทำการล้างพิษก่อนนะคะ และการสวนล้างลำไส้ควรต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บีมแนะนำที่บัลวีค่ะ แต่ถ้าหากใครยังไม่มีเวลาไป ติดต่อมาที่อีเมล little.buddha@live.com บีมจะส่งสูตรล้างพิษด้วยตัวเองไปให้ ซึ่งมันก็อาจจะเห็นผลช้ากว่า แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ